posttoday
6 เดือนรัฐบาล กระตุ้นรากหญ้าไม่เต็มสูบ

6 เดือนรัฐบาล กระตุ้นรากหญ้าไม่เต็มสูบ

24 เมษายน 2558

หากจะพิจารณาถึงผลงานรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องการแก้ปัญหารากหญ้า

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หากจะพิจารณาถึงผลงานรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องการแก้ปัญหารากหญ้าอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าสอบผ่านหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และหลังจากที่มีการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวแล้ว รัฐบาลกลับไปเสียเวลากับมาตรการปฏิรูปภาษีเพื่อหารายได้ จนเกือบจะลืมโฟกัสมาที่เรื่องของปากท้องของคนระดับรากหญ้าแบบจริงๆ จังๆ

จากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2558 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ชี้ว่าตัวเลขคนจนกับคนเกือบจน ในประเทศไทยขณะนี้มีประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของประชากรทั้งหมด บ่งชี้ว่าความยากจนยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย สอดรับกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี เป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

เพราะการแก้ปัญหาช่วยเหลือคนยากจน คนรากหญ้า เกือบทั้งหมดเป็นมาตรการทางด้านการเงินที่ออกมาจากกระทรวงการคลัง โดยที่ยังไม่เห็นกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาตรการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

สำหรับมาตรการทางการเงินที่ใช้ทั้งหมดยังวนเวียนอยู่ที่มาตรการกึ่งการคลัง โดยการใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นตัวอัดฉีดเงินเข้าระบบ ที่ทำไปแล้วได้แก่ การใช้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สำรองสภาพคล่องจ่ายในโครงการช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาท/ไร่ แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ราย ล่าสุดจ่ายไปแล้วกว่า 3.5 ล้านครัวเรือน เป็นเงินราว 4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยชาวสวนยางอีกไร่ละ 1,500 บาทไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ราย เป็นเงินอีก 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มการใช้จ่าย หรือสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเกษตรได้ เพราะปัญหาหลักที่ต้องแก้ คือ การทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ซึ่งก็โชคไม่ดีที่ราคาข้าวและยางกลับตกต่ำ

โดยเฉพาะราคายางที่มีปัญหาสต๊อกยางล้นตลาด เพราะไทยผลิตยางธรรมชาติได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยปี 2556 ปริมาณผลผลิตยางพารามีถึง 4.17 ล้านตัน ส่วนมาตรการอัดสินเชื่อและเงินช่วยเหลือชาวสวนยางเพื่อแก้ปัญหายางตกต่ำ โดยประกาศเป็นโรดแมป 16 มาตรการ บางมาตรการแทบไม่มีความคืบหน้า และต้องใช้เวลาให้เกิดผล เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อใช้ในการรวบรวมยาง วงเงิน1 หมื่นล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริมรายละไม่เกิน 1 แสนบาท วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โครงการลดต้นทุนการผลิต โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตยาง หรือแม้แต่โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบระยะสั้น ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมขณะที่มาตรการช่วยเหลือพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก ก็ดูกระท่อนกระแท่น เพราะมีแต่การอัดสินเชื่อ แต่ขาดหน่วยงานที่เข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ให้ความรู้เสริมเรื่องการพัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้า การหาตลาดกระจายสินค้า

6 เดือนรัฐบาล กระตุ้นรากหญ้าไม่เต็มสูบ

 

นอกจากนี้ โครงการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี 10 มาตรการ ตามนโยบายของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่เสนอให้กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ย 3% และให้ผู้ประกอบการจ่ายเอง 4% โครงการให้รับรัฐรับภาระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ปีแรก ในโครงการพีจีเอสระยะที่ 5 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท มาตรการผ่อนปรนการวิเคราะห์สินเชื่อให้เอสเอ็มอีที่ติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร มาตรการผ่อนปรนมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด ที่สั่งให้เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท/ราย ให้เพิ่มเป็น 50 ล้านบาท/ราย ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไร

ขณะที่โครงการกองทุนร่วมทุน หรือเวนเจอร์แคปปิตอล ของรัฐบาลที่จะร่วมกับเอกชน วงเงิน 1-2.5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลก็สั่งให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ควักทุนตัวเองมาประเดิมทำโครงการนี้ให้รัฐบาลก่อน สำหรับวงเงินที่เหลือรวมถึงการคัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพยังขาดแม่งานที่จะทำในเรื่องนี้แบบเต็มตัว

สำหรับความช่วยเหลือระดับรากหญ้าลงไปก็เห็นจะมีแต่ธนาคารออมสิน ที่ประกาศพักชำระหนี้ 2 ปี และออกสินเชื่อ 4 โครงการ วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อประชาชนสุขใจ ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท/ราย อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ผ่อนชำระนาน 10 ปี โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน แต่ได้ร่วมกับ บสย.เป็นผู้ค้ำประกัน วงเงินค้ำ 5,000 ล้านบาท สินเชื่อออมสุขใจ ให้กู้ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินออม รายละไม่เกิน 2 แสนบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ให้กู้ไม่เกิน 8 ปี สินเชื่อมนุษย์เงินเดือนสุขใจ สำหรับผู้มีรายได้ประจำที่หน่วยงานหักเงินเดือนนำส่งให้ธนาคาร กู้ได้ไม่เกิน 2 แสนบาท/ราย ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน เป็นต้น

ล่าสุด กระทรวงการคลังยังสั่งให้ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน อัดสินเชื่ออีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ต่อยอดกองทุนหมู่บ้านในช่วง 2 ปีจากนี้ รวมทั้งการที่กระทรวงการคลังเพิ่งแจกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ให้ผู้ประกอบการ 4 รายแรก ให้สามารถปล่อยกู้รายย่อย กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งคาดว่าคนกลุ่มนี้จะมีอยู่ราว 4.8 ล้านราย ที่ต้องการเงินสินเชื่อกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับทุนจดทะเบียนของผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ ที่บางรายมีทุนอยู่เพียง 50 ล้านบาท ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ถือว่าโครงการนาโนไฟแนนซ์น่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เพียงหยิบมือ และยังไม่รู้ว่าจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ คือ การมียอดหนี้ครัวเรือนที่ไต่ระดับสูงที่สุดในโลกหรือไม่

จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ พบว่า เกษตรกร คนฐานรากสามารถเข้าถึงสินเชื่ออยู่แล้วปีละ 1 ล้านล้านบาท ที่เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ปล่อยผ่านสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดสินเชื่อเข้าไปอีก เป็นวิธีที่ทำง่ายแต่ไม่ได้ผลแล้ว เห็นได้จากโครงการประชานิยมกว่า 14-15 ปี ไม่ได้สร้างให้ระบบฐานรากของไทยพึ่งพาตัวเองได้ แต่กลับเป็นการปลูกค่านิยมให้คนงอมืองอเท้ารอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล รอโครงการพักชำระหนี้ รอให้แบงก์รัฐออกสินเชื่อตัวใหม่เพื่อเอามารีไฟแนนซ์หนี้ตัวเก่า ท้ายสุดอาจจะกลายเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะเคาะสนิมมาตรการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร การอบรม ฟื้นฟูอาชีพ การสร้างเครือข่าย ศูนย์กระจายสินค้าทางการเกษตร เพื่อให้สินค้าเกษตรไปถึงมือผู้บริโภคในราคาที่ไม่สูงเกินไปเช่นในปัจจุบัน ก็น่าจะพอประคับประคองเศรษฐกิจปีนี้ให้โตถึง 3% ได้อย่างที่คาดหวังไว้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI