
‘เพื่อไทย-ปชป.’ จับมือ ชงคสช.ปรับปรองดอง
วงถกปรองดอง ‘เพื่อไทย-ปชป.’ เห็นพ้องรธน.ต้องเป็นประชาธิปไตย ยืดเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีหนังสือเชิญบุคคลต่างๆ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นผู้นำทางความคิดของกลุ่มคนในสังคมจำนวน 82 คน ไปร่วมประชุมหารือเพื่อแสดงความเห็นในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติที่สโมสรกองทัพบก โดยมี พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเลขาธิการ คสช. เป็นประธาน และมีคณะนายทหารจาก คสช.หลายคนเข้าร่วม เช่น พล.ท.
กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1
ขณะที่ผู้ถูกเชิญมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งมีผู้มาประชุมมากกว่า 40 คน เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จาตุรนต์ ฉายแสง พงศ์เทพ เทพกาญจนา จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ สมชาย หอมละออ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ฯลฯ
บรรยากาศการหารือช่วงแรกเริ่มจากทางทหารได้ขอให้ทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นต่องานทางด้านการปรองดองที่ คสช.ได้ทำมา ณัฐวุฒิก็ได้ขอให้ทาง คสช.เล่าให้ฟังว่าได้ไปทำอะไรมาบ้าง คสช.ก็ได้ชี้แจงว่าได้มีการทบทวนเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้พบปะประชาชนทั่วประเทศมีคนเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 2 แสนคน มีเวทีต่างๆ 4,268 เวที เน้นกลุ่มเข้าร่วม 3 กลุ่ม อาทิ กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มนักศึกษา ฯลฯ มีกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย เช่น โครงการเอกลักษณ์ไทยหัวใจ 4 ภาค ซึ่งจัดไปแล้วหลายจังหวัดและอยู่ในระหว่างดำเนินการอีกหลายจังหวัด จึงอยากได้ความคิดเห็นว่าควรทำเรื่องปรองดองอย่างไรหรือไม่
อภิสิทธิ์ได้ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกของกลุ่มการเมือง ซึ่งอภิสิทธิ์ก็ได้ระบุว่า ก่อนอื่นมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คือเมื่อ 2 วันก่อนได้พบประชาชนซึ่งเป็นผู้สูงวัยท่านหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน ชายสูงอายุผู้นั้นได้มาจับมือผมแล้วบอกว่าดีมากนะ ผมก็ถามว่าดียังไง เขาตอบว่าดีเพราะสองพรรคคือประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือกันต้านเผด็จการ ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่า ถ้าตั้งโจทย์ผิดผลที่ได้จะผิด ขอให้ตั้งโจทย์ให้ถูก โจทย์ที่ควรจะตั้งสำหรับผมมี 2 อย่างคือ 1.การปรองดองไม่ใช่การเอาคนทุกคนมาทำให้มีความเห็นเป็นแบบเดียวกัน โลกและสังคมทุกวันนี้มาไกลเกินกว่าคนมารวมตัวกันแล้วคิดเหมือนกัน เหมือนกับที่เอาคนในห้องนี้มานั่งรวมกันแล้วบอกว่าให้คิดเหมือนกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ การปรองดองต้องอยู่บนฐานที่ว่าจะทำให้คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้นี่เป็นเรื่องสำคัญ 2.การปรองดองไม่ใช่ให้คู่ขัดแย้งมานั่งคุยกันแล้วตกลงกันซะความขัดแย้งจะได้หมดไป เพราะคู่ขัดแย้งในปี 2558 กับปี 2559 หรือปี 2560 อาจจะเป็นคนละเรื่อง ดังเรื่องที่เล่าไปข้างต้น
“สำหรับผมแล้วกระบวนการที่ทำให้เกิดการปรองดองขึ้นได้ มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.กระบวนการประชาธิปไตย 2.กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องแยกแยะให้ถูกว่าเรื่องใดเป็นเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย เรื่องใดเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาบางครั้งมีการยกเรื่องความไม่ยุติธรรมขึ้นมาใช้เรื่องประชาธิปไตยไปละเมิดสิทธิคนอื่น ปัญหาที่ผ่านมาเกิดความสับสนในเรื่อง 2 เรื่องนี้ ถ้าจะทำให้การปรองดองบรรลุผล เมื่อเดินตามโรดแมปมาแล้วต่อไปจะเกิดความขัดแย้งหรือไม่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในสาระรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสำคัญที่ต้องเป็นที่ยอมรับ แต่เท่าที่ดูจะเป็นระเบิดเวลามากกว่า” อภิสิทธิ์ ระบุ
อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องกระบวนการประชาธิปไตยนั้นต้องทำให้คนตระหนักว่าเรื่องต่างๆ มีขอบเขตต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น กติกาจึงอยู่ที่เรื่องการใช้อำนาจไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ ถ้ามีผู้ใช้อำนาจไปละเมิดประชาชนหรือฝ่ายอื่นอีกก็จะมีคนลุกขึ้นมาอีก เพราะคนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้มีอำนาจ ดังนั้นต้องทำให้ทุกคนมั่นใจในกระบวนการต่างๆ ว่าจะมีความเป็นธรรม คือ 1.ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ถ้ามีต้องจัดการโดยกฎหมาย ต้องชัดในเรื่องตรงนี้ 2.ต่อไปนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดทำกิจกรรมต้องไม่เกิดความรุนแรงจากอีกฝ่ายหนึ่ง ใครก็จะไปละเมิดกันไม่ได้ แค่นี้ปัญหาก็ลดลงไปเยอะแล้ว
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเตรียมประชาชนและได้ให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะเข้าไปสู่การเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ คสช.จะต้องผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองให้คนได้ใช้เสรีภาพ ให้นักวิชาการได้พูดคุยกันเพื่อที่ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าการพูดจากันโดยไม่ใช้ความรุนแรงก็เกิดขึ้นได้ การที่บอกให้ทุกฝ่ายปรองดองแล้วจู่ๆ เข้าไปสู่โรดแมประยะที่ 3 ของ คสช. ซึ่งระยะนั้นไม่มีมาตรา 44 หรืออะไรแล้ว เป็นการกระโดดข้ามเข้าไปเลยไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นควรจะให้มีกิจกรรมทางการเมืองเพื่อที่จะให้มีการเรียนรู้ว่ามีการดำเนินการโดยไม่ใช้ความแตกแยกและความรุนแรงได้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ในเรื่องสื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน การปิดกั้นสื่อไม่เป็นเรื่องดี ที่ผ่านมาก็เพราะปิดกั้นสื่อกระแสหลัก ประชาชนจึงไปแสวงหาข้อมูลจากทีวีดาวเทียมและช่องทางอื่นๆ รวมทั้งลงไปในถนน
“การเยียวยาด้วยเงินทองไม่สำคัญเท่ากับการให้ความยุติธรรม” อภิสิทธิ์ ระบุ
จาตุรนต์ กล่าวว่า มีความคิดเห็นตรงกับอภิสิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องแปลกว่านับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มา คนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นตรงกันมาก ส่วนตัวเห็นว่าการสร้างความปรองดองคือการทำให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งถ้ากติกาไม่เป็นธรรมก็จะนำไปสู่ความบาดหมางและใช้วิธีการนอกกติกามาแก้ปัญหาอีก
“เราต้องการกติกาที่ดีและเป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหา การสร้างความปรองดองต้องแลกเปลี่ยนกันหลายฝ่ายมากกว่านี้ ต้องมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนจะไปออกกติกาและการปฏิรูป กระบวนการที่จัดให้มีการพูดคุยกันครั้งนี้เป็นเรื่องดีแต่จัดช้าไป เพราะขณะนี้ได้มีการออกแบบรัฐธรรมนูญแล้ว ความจริงต้องมีการคุยกันก่อนแล้วค่อยออกแบบ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่ให้เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งกว่าที่ผ่านมา อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหา ไม่อยากให้ 2-3 ปีข้างหน้า กองทัพพูดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ พวกผมทำดีที่สุดแล้ว” จาตุรนต์ ระบุ
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีนี้เป็นผลพวงมาจากอดีต คู่ขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก็เป็นคู่ขัดแย้งที่ไม่ได้มีอะไรกันเป็นการส่วนตัว แต่เป็นคู่ขัดแย้งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาหากแต่อยู่ภายใต้ของความขัดแย้งสองแนวทางซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2475 นั่นคือความขัดแย้งระหว่างสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ถ้าเปรียบเป็นสงครามก็มีตัวแทนสองฝ่ายทำศึกกันมาครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่อยมา ถ้าเงื่อนไขหลักยังอยู่ก็จะมีศึกกันร่ำไป ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างให้มีความเสมอภาคและความเป็นธรรม
“ถ้าจะสร้างความปรองดองผมมีข้อเสนอซึ่งเป็นโรดแมปของผมเองดังต่อไปนี้ 1.สร้างกระบวนการพูดคุยกันเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะถ้าจะปรองดองไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องพูดจากัน และผู้มีอำนาจต้องมีการแสดงออกที่ชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา มีการเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นรูปธรรม 2.ผู้ถูกดำเนินคดีอาญาหรือผู้ที่เคลื่อนไหวจากทุกกรณีควรจะได้รับการนิรโทษหรืออภัยโทษ เว้นแต่แกนนำก็ให้ดำเนินคดีไปจนสุดทาง ส่วนจะนิรโทษหรือไม่ก็ให้สุดทางเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการครหาว่าเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน 3.ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีไม่ว่ากรณีใดควรจะได้รับการประกันตัว ที่เสนอนี้ไม่ได้ล่วงอำนาจศาล แต่รัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเพียงพอที่จะดำเนินการได้ 4.สร้างกติกาสูงสุดให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ซึ่งกลไกหลักในการสร้างความปรองดองต่อไปคือรัฐธรรมนูญ 5.เมื่อถึงขั้นที่ได้ประชาธิปไตยแล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
“ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งไม่ได้อยู่แต่ภาคการเมืองหรือคนที่อยู่ในห้องเท่านั้น ยังมีผู้มีบารมี มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจสังคมอยู่ด้วย ดีที่สุดทางกองทัพควรพูดคุยกันภายในด้วยว่ากองทัพควรจะมีบทบาทต่อไปอย่างไรเพื่อเป็นหลักประกันของทุกฝ่าย และถ้ามีปัญหาก็ให้ช่วยกันหาทางออกด้วยกันโดยมีหลักประกันดังกล่าว ในขั้นที่มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว บรรดาผู้ที่เป็นกรรมการอยู่ในองค์กรอิสระทั้งหลายก็ควรจะแสดงสปิริตลาออก แล้วถ้าจะกลับเข้ามาอีกก็ขอให้กลับเข้ามาตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญใหม่ ขอฝากฝ่ายความมั่นคงว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างเป็นปัญหาจริงๆ อาจจะมีคนพูดว่าคนวิจารณ์คือคนเสียประโยชน์ พวกเราไม่กังวลเรื่องการเข้าสู่อำนาจ แต่คิดว่าประเทศไม่มีทางออก อันนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่า อยากจะให้จัดเวทีลักษณะนี้โดยไปพูดในห้องประชุมสภาโดยเชิญกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมาฟัง” ณัฐวุฒิ กล่าว







