
ได้เวลาปรับ ครม.
ต้องขอขอบคุณ คุณพัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่กรุณาเขียนบทความมาลงในคอลัมน์นี้แทนผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทันทีที่กลับจากต่างประเทศ ผมรีบหามาอ่านและพบว่าเป็นบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ สะท้อนความรู้สึกของสังคมที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี
ต้องขอขอบคุณ คุณพัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่กรุณาเขียนบทความมาลงในคอลัมน์นี้แทนผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทันทีที่กลับจากต่างประเทศ ผมรีบหามาอ่านและพบว่าเป็นบทความที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ สะท้อนความรู้สึกของสังคมที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี
ผมขออนุญาตต่อยอดจากสิ่งที่คุณพัฒนะพงศ์เขียนนะครับ คุณพัฒนะพงศ์ สรุปว่าปัญหาความขัดแย้งยังคงอยู่ ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ซึ่งเป็นข้อสรุปที่โดนใจผม และคงไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก
ในที่นี้ผมจะขอเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จหรือล้มเหลวของการรัฐประหารและของรัฐบาลชุดนี้
ภาพที่ปรากฏตลอดอายุการทำงานของรัฐบาล คือ การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจที่มีปัญหา นอกจากตัวเลขและดัชนีเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทยอยประกาศออกมาจะไม่ใคร่ดี เช่น ส่งออกไตรมาสแรกติดลบ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ใดๆ ที่สร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง นักวิชาการหลายสำนัก รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเสี่ยงกับภาวะชะงักงัน
ผมเชื่อว่าประชาชนเห็นใจคณะรัฐมนตรีว่าได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องแยกกันให้ออกระหว่างหยาดเหงื่อกับความสำเร็จ จะเรียกร้องขอความเห็นใจแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
การที่ชอบอ้างว่าเศรษฐกิจโลกไม่เป็นใจ เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นและไม่มีสาระอย่างสิ้นเชิง ต้องไม่ลืมว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาก็อยู่ในโลกใบเดียวกับเรา ต่างกันที่เขาสามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจของเขาได้ดีกว่า ล่าสุด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียก็เพิ่งออกมาประกาศตั้งเป้าจีดีพีขยายตัว 7% ต่อปี ส่วนฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นคนป่วยแห่งเอเชียก่อนเรา ปัจจุบันก็หายดีและกลายเป็นดาวเด่นด้านเศรษฐกิจไปแล้ว
ผมได้ยินทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาพูดหลายครั้งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วบ้าง หรือกำลังจะฟื้นบ้าง แต่ผลจริงกลับตรงกันข้าม รัฐประหารก็เกิดขึ้นมาเกือบปีแล้ว รัฐบาลนี้ก็บริหารบ้านเมืองมาเกินครึ่งปีแล้ว หากจะมีสัญญาณดีๆ ทางเศรษฐกิจก็ควรมีให้เห็นมานานแล้ว ไม่ใช่เพียงสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่มาจากจินตนาการหรือความเพ้อฝัน
ผมมีโอกาสพูดคุยกับคนมากหน้าหลายตา ยังไม่เคยได้ยินเสียงชื่นชมผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลแม้แต่เสียงเดียว จึงอยากให้นายกรัฐมนตรียอมรับความจริงว่าประชาชนผิดหวัง และปรับจูนความรู้สึกของตัวท่านให้ตรงกับของประชาชน อย่าลืมว่าอนาคตของประเทศอยู่ในความดูแลของท่าน หากท่านตัดสินใจพลาด หรือไม่ยอมแก้ไขในสิ่งผิด ไม่ใช่ท่านเท่านั้นที่ในที่สุดจะเสียใจ กองเชียร์ของท่านที่มีอยู่ค่อนประเทศจะยิ่งช้ำใจมากกว่าท่าน
หากจะเปรียบการทำงานของรัฐบาลนี้เป็นการแข่งขันฟุตบอล ก็ต้องถือว่าเกมนี้เป็นนัดตัดเชือก แพ้หมายถึงตกรอบ ชนะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป
หัวหน้าโค้ชควบตำแหน่งกัปตันทีม ซึ่งก็คือหัวหน้า คสช. ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้แต่ต้นว่าเกมนี้แพ้ไม่ได้ จะไม่มีการเสียของ ก่อนการแข่งขันมีการฟอร์มทีมและวางแผนการเล่นอย่างรอบคอบ แต่ละตำแหน่งคัดเลือกมาจากผู้เล่นที่มีชื่อเสียงและได้ตัวมาในราคาแพง กองหน้าจะบุกตะลุยทำประตูอย่างไร และกองหลังจะป้องกันการบุกทะลวงของฝ่ายตรงข้ามอย่างไร ล้วนเป็นคำถามที่เตรียมคำตอบไว้แล้วทั้งสิ้น
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จบครึ่งแรกเราน่าจะเป็นฝ่ายนำอย่างน้อย 2-0 ส่วนครึ่งหลังแม้ฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่ยอมแพ้และแก้เกมได้บ้าง แต่กองหน้าก็จะลุยต่ออย่างไม่ลดละเพื่อทำประตูเพิ่ม และเกมน่าจะจบลงด้วยชัยชนะแบบขาดลอย
เดิมผมคิดว่าช่วงพักครึ่งเวลาจะตรงกับช่วงหยุดสงกรานต์ หากจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับขบวนทัพอย่างไรก็ทำกันในช่วงนั้น ซึ่งแน่นอนว่าหากเราเป็นฝ่ายนำ การเตรียมการเล่นในครึ่งหลังก็จะค่อนข้างง่าย เพียงแค่อัดฉีดบางจุดเพื่อไม่ให้เกิดความเหนื่อยล้า และเตรียมพร้อมรับมือการทุ่มสุดตัวของฝ่ายตรงข้าม
แต่การเล่นในครึ่งแรกไม่เป็นไปตามแผน กองหน้านอกจากจะทำประตูไม่ได้ ยังยิงเปะปะไม่ตรงกรอบ และครองบอลไม่ใคร่จะอยู่ ทำให้กองหลังต้องทำงานหนัก และในที่สุดก็เป็นฝ่ายเสียประตู
กองเชียร์เริ่มอึดอัด หากเกมในครึ่งหลังยังอีหรอบเดิม คือ กองหน้าทำประตูไม่ได้ โอกาสชนะก็ไม่มี มีแต่แพ้กับแพ้เพียงอย่างเดียว
แต่แน่นอนว่าคนเล่นไม่ได้คิดเช่นนั้น ทุกคนเมื่อได้ลงสนามแล้วก็อยากเล่นต่อจนจบเกม ทุกครั้งที่โค้ชร้องถามว่ายังไหวหรือไม่ ก็ร้องตอบเสียงแข็งว่ายังไหว พร้อมกับสัญญาว่าจะพยายามตีเสมอให้ได้ก่อนหมดเวลา และจะไปเอาชนะในช่วงต่อเวลาหรือช่วงดวลจุดโทษ
คำถามก็คือ สำหรับหัวหน้าโค้ชซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบในชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ควรให้น้ำหนักคำมั่นสัญญานั้นแค่ไหน และควรจะตัดสินใจอย่างไร จะยอมเสี่ยงตกรอบไปพร้อมกับความล้มเหลวในการทำประตูหรือไม่ และทำให้กองเชียร์ทั้งประเทศน้ำตาตก หรือจะเปลี่ยนเอาตัวสำรองลงไปเล่นแทน
สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำหัวหน้าโค้ชในขณะนี้ก็คือ ให้ย้อนกลับไปที่การวางแผนการเล่นก่อนการแข่งขัน ดูว่าผู้เล่นคนไหนสัญญาไว้ว่าจะทำอะไรบ้าง เปรียบเทียบกับผลงานจริงที่เกิดขึ้น ใครที่ทำไม่ได้ตามแผน ไม่ว่าจะในตำแหน่งไหน ต้องยอมรับกติกาโดยการออกไปนั่งเชียร์ข้างสนาม เปิดโอกาสให้คนอื่นลงเล่นแทน
การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความหวัง กองเชียร์ที่หมดกำลังใจจะกลับมาคึกคักได้บ้าง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามซึ่งที่ผ่านมาส่งเสียงดังขึ้นเป็นลำดับ ก็อาจคลายความฮึกเหิมลงไปบ้าง
ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในขณะนี้ไม่มีอะไรจะเสีย สิ่งดีที่คนเดิมทำไว้โค้ชก็สั่งให้รักษาเอาไว้ได้ ส่วนที่เป็นจุดอ่อนก็ต้องพยายามกำจัดออกไป ที่สำคัญคือ อาจจะมีลูกเล่นใหม่ๆ ที่ได้ผลมากกว่าเดิม
ผมเคยคิดว่าช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อรอง หลังสงกรานต์ก็ประกาศปรับ ครม. กลายเป็นว่าอาจมีการใช้วันหยุดไปในการเตรียมแถลงผลงาน 6 เดือนแทน
ก็ไม่เป็นไรครับ ต้นเดือน พ.ค. ก็จะมีวันหยุดยาวอีก เหมาะกับการเตรียมปรับ ครม.เช่นกัน
ที่จริงจะปรับเมื่อไรก็ได้ แต่อย่ารอนานดีกว่าครับ ยิ่งรอก็ยิ่งเสียโอกาส







