
เอเชียเสพติดหนี้ กับดักศก.-กระตุ้นไม่ขึ้น
ดูเหมือนว่าปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลในเอเชียกำลังจะสร้างปัญหาเสียแล้ว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ดูเหมือนว่าปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลในเอเชียกำลังจะสร้างปัญหาเสียแล้ว หลังจากเศรษฐกิจเอเชียที่เคยเฟื่องฟูตลอดช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ที่ผ่านมากำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาทั่วโลกในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด
ปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลกลายเป็นสิ่งกีดขวางทำให้ความพยายามของภาครัฐในการส่งไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ส่งผลให้เศรษฐกิจเอเชียที่ไร้ตาข่ายป้องกันอาจเผชิญกับการชะลอตัวที่รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น
ข้อมูลจาก มอร์แกน สแตนเลย์ ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณหนี้เฉลี่ยทั่วเอเชียทะยานขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 205% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2014 ที่ผ่านมา จากที่ราว 144% ในปี 2007 โดยสำหรับจีนประเทศเดียวระดับหนี้รวมทั้งของภาครัฐและเอกชนอยู่ที่ระดับ 28.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 282% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ราว 269% ต่อจีดีพี สูงกว่าระดับหนี้ของสหรัฐที่ 269%
ต่อจีดีพี
สัดส่วนหนี้ที่ทะยานขึ้นเกือบ 50% นี้ เกิดจากความพยายามของภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ขณะเดียวกันเอเชียยังได้รับเม็ดเงินไหลเข้าจากซีกโลกตะวันตกซึ่งดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตการเงินครั้งนั้นเช่นกัน
สหรัฐ ญี่ปุ่น และอังกฤษ เป็น 3 ชาตินำร่องในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ และดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งส่งผลให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่เอเชียเพื่อเสาะหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในประเทศ และล่าสุด สหภาพยุโรป (อียู) เป็นเขตเศรษฐกิจล่าสุดที่ตัดสินใจใช้คิวอีเพื่อฉุดเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด
ตามรายงานของ แมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการก่อหนี้กว่าครึ่งหนึ่งของการก่อหนี้ทั่วโลก เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนมากในเอเชีย โดยจีนเพียงประเทศเดียวมีสัดส่วนการก่อหนี้ถึง 1 ใน 3 ของการก่อหนี้นับตั้งแต่ปี 2007
สัดส่วนการก่อหนี้ยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของเอเชีย ในจีนการก่อหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และพันธบัตรของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ในไทยและมาเลเซียส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้ภาคครัวเรือน เพื่อตอบสนองการซื้อบ้านและซื้อรถตามวิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว
เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ร่วมศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซี ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศตลาดเกิดใหม่ และผู้คิดค้นคำว่ากลุ่มประเทศบริคส์ แสดงความเห็นว่า ภาวะเงินไหลเข้าจากตะวันตกทำให้การปล่อยสินเชื่อในเอเชียมีต้นทุนลดลง ขณะที่เอเชียกำลังเสพติดการก่อหนี้กับภาวะเงินถูก
ขณะที่รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ระดับหนี้ของหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน มาเลเซีย ไทย และเกาหลีใต้สูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เสียอีก หลายประเทศอย่าง เกาหลีใต้ มาเลเซีย และออสเตรเลีย มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้สูงกว่าสหรัฐในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2009 ด้วยซ้ำ
การแบกภาระหนี้จำนวนมากจะยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใดตราบใดที่เศรษฐกิจยังคงเติบโต ซึ่งตลอดช่วง 5 ปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียก็มีทิศทางการเติบโตที่โดดเด่นทีเดียว ทว่าตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา การชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเน้นการพึ่งพาการลงทุน เป็นเน้นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ กอปรกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในซีกโลกตะวันตกได้ฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั่วเอเชียชะลอตัวตามไปด้วย
ทั้งนี้ ทางการจีนประกาศว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้จะอยู่ที่ราว 7% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ ขณะที่กลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่นมีการเติบโตในระดับต่ำและมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด
โดยปกติเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ภาครัฐจะใช้นโยบายเศรษฐกิจทั้งนโยบายคลังและนโยบายการเงินในการจุดระเบิดให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง แต่ในปัจจุบันปริมาณหนี้มหาศาลในเอเชียกลับทำให้มาตรการต่างๆ จากรัฐบาลส่งลงมาไม่ถึงระบบเศรษฐกิจตามที่หวัง
กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการที่มาตรการลดดอกเบี้ยไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ ทั้งๆ ที่โดยปกติกลไกการลดดอกเบี้ยจะทำให้การขอสินเชื่อจากธนาคารมีต้นทุนต่ำลง และจะเกิดการกู้เพื่อใช้จ่ายมากขึ้น ทว่าภาคครัวเรือนในเอเชียโดยเฉพาะในไทยและมาเลเซียแบกภาระหนี้จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถส่งเสริมให้คนกู้เงินได้
พอล เชียร์ด หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกของบริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ แสดงความเห็นว่า ปัญหาของเอเชียคือผู้บริโภคแบกรับหนี้มากเกินไป ดังนั้นถึงแม้ภาครัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนถึงศูนย์ ก็จะไม่ขยายการกู้ยืมอยู่ดี
เช่นเดียวกับการทำคิวอีที่ถึงแม้จะทำให้ภาคธนาคารมีสภาพคล่องในมือเพิ่มขึ้น แต่ทว่าเมื่อไม่มีผู้กู้สภาพคล่องดังกล่าวก็ไร้ความหมาย และที่สำคัญสถาบันการเงินเหล่านั้นยังนำสภาพคล่องที่ล้นเหลือไปลงทุนในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ตลาดหุ้นไม่ได้เติบโตบนพื้นฐานของความเป็นจริง และกลายเป็นความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืดในที่สุด
ดังนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่อาจส่งเสริมการบริโภคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน การส่งสัญญาณจะใช้นโยบายทางการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังจะทำให้เงินทุนที่เคยถาโถมเข้ามาจากการกระตุ้น ของประเทศอุตสาหกรรมมีโอกาสไหลย้อนกลับไปลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเงินทุนไหลกลับจะเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เกิดการถอนการลงทุนจากตลาดทุนและตลาดพันธบัตร และยังส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าภาวะดังกล่าวเป็นการบีบบังคับอย่างไม่เป็นทางการให้สถาบันการเงินในเอเชียจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เอเชียใช้หนี้ได้ยากขึ้น
กรณีดังกล่าวนับว่าเสี่ยงมากสำหรับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีเจ้าหนี้เป็นนักลงทุนต่างชาติซึ่งพร้อมจะย้ายทุนหนีตลอดหากเผชิญกับวิกฤต
ทั้งนี้ รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า บรรดาภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ต่างกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม โดยคาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดสถานการณ์ราคาน้ำมันดิ่งลงเกือบ 50% ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ให้ดิ่งลงตามด้วย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวไม่มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้
การก่อหนี้ในปริมาณมหาศาลในเอเชียจากภาวะเงินถูกตั้งแต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงเหมือนกับดักที่เอเชียเป็นผู้ก่อขึ้นเอง ซึ่งทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินใช้ไม่ได้ผล การแบกรับหนี้จำนวนมหาศาลยังทำให้เอเชียอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อนโยบายการเงินของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







