
เปิดคดีถอดถอน "บุญทรง" โต้แหลกยันระบายข้าวถูกต้อง
แถลงเปิดคดีถอดถอนข้าวจีทูจี "วิชา" ชี้มีการเวียนข้าวขายในประเทศ ไม่มีการส่งออก ด้าน "บุญทรง" แย้งปปช.ทุกเม็ด ยันมีหลักฐานจีนใช้รัฐวิสาหกิจซื้อจริง
แถลงเปิดคดีถอดถอนข้าวจีทูจี "วิชา" ชี้มีการเวียนข้าวขายในประเทศ ไม่มีการส่งออก ด้าน "บุญทรง" แย้งปปช.ทุกเม็ด ยันมีหลักฐานจีนใช้รัฐวิสาหกิจซื้อจริง
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระสำคัญ คือ การรับฟังการแถลงปิดคดีถอดถอนจากการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะฝ่ายผู้กล่าวหา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตรมช.พาณิชย์ ในฐานะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา
นายวิชา แถลงว่า ในภาพรวมของโครงการรับจำนำข้าวเป็นวงจรของการทุจริต เพราะผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องต่างได้รับผลประโยชน์ทุกขั้นตอน ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่าเป็นคดีที่ร้ายแรงต่อประเทศ ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล ชาวนาไม่ได้รับเงินอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ วิธีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)ตามยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)ได้กำหนดไว้นั้น ต้องเป็นการขายข้าวให้กับผู้แทนหน่วยงานรัฐหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของทุกประเทศ ซึ่งสส.รวมทั้งนักวิชาการได้แสดงความคิดเห็นทักท้วงปัญหาการทุจริต และชี้ให้เห็นว่าเป็นการขายข้าวที่ไม่ได้แบบรัฐต่อรัฐ มีความผิดปกติต่างๆมากมาย เพราะไม่มีการขายข้าวให้กับผู้แทนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลต่างประเทศโดยตรง ไม่มีการชำระราคาจากตัวแทนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลต่างประเทศ และที่สำคัญไม่ได้มีการส่งออกข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไปยังต่างประเทศตามประเพณีของจีทูจีจริง
นายวิชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระบวนการรับจำนำข้าวเปลือกก็ผิดมาตั้งแต่ต้นที่มีการจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมาก ประกอบกับการระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำกว่าตลาดลงไปอีก เพราะเป็นการขายในราคามิตรภาพ หากเป็นการขายให้กับรัฐและนำส่งออกโดยตรงก็ย่อมไม่มีผลต่อการขายข้าวภายในมากนัก แต่เมื่อไม่ได้เป็นการขายแบบจีทูจีจริง เพราะเป็นขายเพื่อเวียนอยู่ในประเทศ ย่อมเพิ่มมูลค่าความเสียหายมากขึ้นไปอีก
"หากเป็นการซื้อขายแบบจีทูจีจริงจะต้องมีการส่งข้าวออกนอกประเทศ เพราะหากนำมาขายเวียนในประเทศ. จะทำให้ราคาในประเทศตกต่ำ เพราะปริมาณข้าวในประเทศมีจำนวนมากอยู่แล้ว และเงินที่นำมาชำระ จะต้องเป็นเงินของรัฐบาลต่างประเทศเท่านั้น" นายวิชา กล่าว
กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน น.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า กาส่งออกข้าวหมายถึงสินค้าได้ตรวจปล่อยจากกรมศุลกากร ขึ้นเรือใหญ่และพ้นออกไปจากนอกราชอาณาจักรไทย แต่ที่มีการอ้างว่าส่งออกด้วยวิธีการชำระราคาหน้าคลังสินค้านั้นน.ส.กอบสุข ยืนยันว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน และที่สำคัญก่อนส่งออกนอกราชอาณาจักรจะต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศและผ่านวิธีการกรมศุลกากร ดังนั้น กรมการค้าต่างประเทศต้องรับทราบทุกขั้นตอน
"ผมได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการไต่สวนได้ไปตรวจสอบเรื่องการส่งออกในรูปแบบการชำระราคาหน้าคลังสินค้าแล้ว โดยพบว่าตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ มีการดำเนินการเพียงครั้งเดียว คือ เมื่อปี 2544 โดยขายให้กับเกาหลีเหนือ แต่ปรากฏว่าการค้าขายครั้งนั้นล้มเหลว เพราะไม่ได้มีการชำระราคาตามที่ตกลงกัน ก็เป็นอันว่ากรณีนั้นจะมากล่าวอ้างว่าเป็นกระบวนการโดยปกติไม่ได้" นายวิชา กล่าว
นายวิชา ระบุว่า เมื่อป.ป.ช.ได้ไต่สวนและรับฟังคำแก้ข้อกล่าวหาทั้งแล้วสรุปได้ความว่า นายภูมิ ได้ร่วมกับนายบุญทรง นายมนัส นายฑิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว นายอัครพงษ์ ทีปวัชระเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ได้มีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดโดยเอาบริษัท Guangdong stationery sporting goods (จีเอสเอสจี) และ Hainan grain and oil industrial trading company ให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับกรมการค้าต่างประเทศ ทั้งๆที่สองบริษัทนี้ได้ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวของจีนเหมือนกับบริษัทคอฟโก ซึ่งจีนยืนยันว่าถ้าไม่ใช่คอฟโกจะไม่สามารถไปทำข้อตกลงใดๆกับรัฐบาลต่างประเทศได้
"จากการกระทำดังกล่าวพบว่าแทนที่จะเป็นการส่งออกนอกประเทศแต่เป็นการนำข้าวมาขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศไทย 4 บริษัท โดยบริษัทได้ถูกบีบบังคับจากผู้มีอำนาจให้เป็นผู้ชำระราคาและมอบข้าวจากคลังสินค้าของรัฐบาล มีการจ่ายเงินให้กับกรมการค้าต่างประเทศเป็นเช็คเงินสดจำนวนเงิน 29,984,699,365.84 บาท และข้าวตามสัญญาบางส่วนบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด บริษัทสิราลัย จำกัด เป็นผู้ชำระคาและรับมอบข้าวดังกล่าวจากคลังสินค้าของรัฐบาลไปเช่นเดียวกัน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆว่าเงินที่มาชำระหนี้ค่าข้าวเป็นเงินที่มาจากบริษัทจีเอสเอสจีและบริษัท Hainanแต่อย่างใด และจากการไต่สวนก็ได้พบว่ากรมศุลการยืนยันว่าทั้งสองบริษัทดังกล่าวได้มีการส่งข้าวออกนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด " นายวิชา กล่าว
นายวิชา กล่าวว่า จากการไต่สวนพบว่าแคชเชียร์เช็คที่มาชำระหนี้ค่าข้าวตามสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นแคชเชียร์ของผู้ค้ามันสำปะหลังประมาณ 3 พันล้านบาท และผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลังเหล่านี้เมื่อได้ส่งมอบแคชเชียร์ให้กับกรมการค้าต่างประเทศแล้ว ก็ได้มีการเบิกมันสำปะหลังจากคลังสินค้าของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีมติให้สำนักงานป.ป.ช.แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานว่าในช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ได้พบว่าได้มีบริษัทจีนจำนวน 4 บริษัทได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
นายวิชา กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างร้ายแรง ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ 7 เสียงว่ามีความผิดทางอาญาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ.2542 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 พร้อมกับส่งรายงานให้สนช.ดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป
"ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามท่านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งทุกท่านได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ท่านได้กระทำการที่เห็นได้ว่าทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างที่ไม่อาจประเมินเป็นราคาได้ กระบวนการทั้งหมดนี้พวกท่านไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้" นายวิชา กล่าว
กรรมการป.ป.ช.กล่าวสรุปว่า แม้ว่าจะมีการปฏิรูปประเทศแต่ถ้าจิตสำนึกของคนในชาติไม่ได้ยืนหยัดที่จะต่อสู่กับการทุจริต ก็ยากที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศประสบความสำเร็จ จึงหวังว่าพระสยามเทวาธิราชจะปกป้องประเทศให้รอดพ้นจากการทุจริตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนั้น กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเพียงพอที่สนช.จะลงมติถอดถอนได้
ขณะที่ นายบุญทรง แถลงเปิดคดีคัดค้านผลการตรวจสอบของป.ป.ช.ว่า คดีนี้เป็นคดีการเมือง เพราะมีการยื่นเรื่องสมัยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับการไต่สวนคดีนี้มีความรวดเร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับคดีการระบายข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้เวลาการไต่สวนประมาณ 5 ปีแต่ยังไม่เสร็จสิ้น และที่สำคัญกรรมการป.ป.ช.มีการพูดชี้นำในลักษณะที่ว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวน
นายบุญทรง กล่าวว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ ข้อมูลการระบายข้าวต้องปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเพราะจะส่งผลให้เกิดความผัวผวนภายในประเทศ และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ เพราะสามารถระบายข้าวในปริมาณที่มาก และส่งผลในเชิงจิตวิทยากระตุ้นให้ตลาดมีการเคลื่อนไหวและราคาข้าวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น สำหรับการทำสัญญาซื้อขายและการชำระราคาหน้าคลังสินค้านั้นผู้ขายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการปรับปรุงคุณภาพข้าว ไม่ต้องเสียค่าเช่าเรือและอุปกรณ์เพื่อการขนส่ง โดยผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบและรับความเสียงเอง ซึ่งวิธีการนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้ขายมากที่สุด หากตนเองในฐานะรมว.พาณิชย์ไม่เห็นชอบแนวทางนี้ก็อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
"การเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐระหว่างรัฐบาลไทยกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีนนั้นผมได้รับรายงานว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจีนได้แนบหนังสือรับรองสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลจีนมาด้วย ภายหลังได้รับการเสนอซื้อจากจีน กรมการค้าต่างประเทศได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ขอซื้อข้าวไทย โดยรัฐบาลประชาชนมณฑลกวางตุ้งและไหหน่านมีหนังสือยืนยันว่าบริษัทจีเอสเอสจีเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนจริง" นายบุญทรง กล่าว
นายบุญทรง กล่าวว่า บริษัทจีเอสเอสจีไม่ได้เคยรับโอกาสจากป.ป.ช.ให้เข้ามาชี้แจง ซึ่งบริษัทจีเอสเอสจีได้มีหนังสือมายังประธานป.ป.ช.แต่ป.ป.ช.ปฏิเสธที่จะรับฟัง การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ฟังความเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นการกระทำที่เป็นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ไม่สมกับผู้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ที่ต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง
"การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐได้เทียบเคียงกับธรรมเนียมปฏิบัติในกรณีการระบายมันสำปะหลังสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้เงื่อนไขการชำระราคาหน้าคลังสินค้าให้กับผู้ซื้อที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน" นายบุญทรง กล่าว
นายบุญทรง กล่าวว่า สำหรับการรับชำระเงินด้วยแคชเชียร์โดยไม่มีการเปิดแอลซีนั้นขอชี้แจงการชำระเป็นแคชเชียร์เป็นการตกลงกันระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน ซึ่งความสำคัญอยู่ที่ว่าได้ชำระเงินครบถ้วนหรือไม่มากกว่าวิธีการชำระเงิน เพราะที่ผ่านมาเคยมีรัฐบาลประเทศผู้ซื้อได้เปิดแอลซีแต่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามเวลาที่กำหนด
"ภายหลังการส่งมอบข้าวตามสัญญา กรมการค้าต่างประเทศในฐานะคู่สัญญาได้มีการตรวจสอบตลอดเวลา แม้ว่าภาระหน้าที่ในฐานะผู้ขายและข้อตกลงในสัญญาซื้อขายจะไม่ได้กำหนดภาระเรื่องการรายงานหรือติดตามข้าวที่ส่งมอบให้กับผู้ซื้อก็ตาม" นายบุญทรง กล่าว
นายบุญทรง กล่าวสรุปว่า ส่วนตัวไม่ได้ถูกกล่าวหาเฉพาะการทำหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น แต่ถูกกล่าวหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ.2542 ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรง มีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งการจะกล่าวหาตามพ.ร.บ.นี้จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าใครจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง แต่การแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ ป.ป.ช.ไม่เคยแจ้งข้อหาตามความผิดของพ.ร.บ.ดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด
"ผมจึงมีชีวิตเหมือนแขวนบนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต และท่านก็คงทราบด้วยว่าสำนวนหลักฐานทั้งหลายอยู่ภายใต้การไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งผมจะทุ่มแก้ข้อกล่าวหาเพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง จึงเห็นว่าหากสภาแห่งนี้ดำเนินการพิจารณาถอดถอนต่อไปเท่ากับว่าท่านกำลังใช้ดุลพินิจก้าวล่วงชี้นำศาล กำลังจะประหารก่อนกระบวนการพิจารณาของศาล" นายบุญทรง กล่าว
จากนั้นเป็นการชี้แจงของ นายภูมิ ซึ่งแถลงว่า การกล่าวหาว่าการขายข้าวไม่เป็นไปตามแบบจีทูจีแต่เป็นการกำหนดราคาหน้าคลัง เป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผลไม่มีพยานหลักฐาน ปปช.ไม่เคยสอบข้อเท็จจริงจากผู้ซื้อจะรู้ข้อเท็จจริงได้อย่างไร นอกจากนี้ ที่ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าอนุมัติขายข้าวราคาต่ำกว่าตลาด และราคารับจำนำข้าว เป็นการกล่าวหาปราศจากเหตุผลรองรับ ซึ่งจะต้องมีพยานหลักฐานมาแสดงว่าการขายข้าวจีทูจีครั้งไหนขายสูงกว่าตลาดบ้าง จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่ให้ความเป็นธรรม
“ขอให้สนช.ยุติเรื่องการพิจารณาถอดถอนออกไปเสีย เพราะสำนวนคดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีการกำหนดวันพิจารณาคดีแล้วไม่ควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ พิจารณาถอดถอนควบคู่หรือก่อนศาลตัดสิน”นายภูมิ กล่าว
ด้าน นายมนัส กล่าวว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำก็เป็นเหมือนเบี้ยตัวหนึ่ง ทั้งที่ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองด้วย และมีปู่ และ บิดาเป็นชาวนา เคยช่วยทำนาตั้งแต่อายุ 10 - 22 ปี ก่อนจะมารับราชการ ชีวิตช่วงน้ั้นลำบากแสนสาหัสจึงไม่ทรยศเพื่อนชาวนาแน่นอน นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยระบายข้าว 3.4 ล้านตัน มารัฐบาลต่อมาก็ระบายข้าว 2.14 ล้านตัน ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ใช้หลักการอย่างไรก็ใช้หลักการนั้นมาโดยตลอด
นายมนัส กล่าวอีกว่า ในแง่กฎหมายตนเองเกษียณอายุราชการตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 แล้ว การถอดถอนออกจากตำแหน่งข้าราชการ รวมไปถึงข้อห้ามให้กลับมารับราชการอีกเป็นเวลา 5 ปี จึงไม่มีผล และ ไม่สามารถดำเนินการยื่นหนังสือ อีกทั้งข้อเท็จจริงต่างๆ ไปสู่ศาลหมดแล้ว และจะเป็นผู้พิจารณาความผิดเหมือนกับการถอดถอน หากศาลตัดสินว่าผิดก็จะไม่ได้รับสิทธิบำนาญที่ได้อยู่เดือนละ 4.2 หมื่นบาทและ ถูกริบคืนเครื่องราชย์ กลายเป็นคนธรรมดา เพราะไม่ได้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาบริษัทหรือยามเฝ้าบ้านเหมือนข้าราชการผู้ใหญ่บางคนที่ได้ค่าตอบแทนเดือนละล้านสองล้าน
ภายหลังการแถลงคัดค้านเปิดสำนวน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวว่า ได้กำหนดนัดวัน แถลงปิดสำนวนด้วยวาจาในวันที่ 29 เม.ย. และ ให้ยื่นแถลงปิดสำนวนเป็นหนังสือได้ภายในวันที่ 5 พ.ค. พร้อมกำหนดให้ยื่นญัตติกำหนดประเด็นซักถามได้จนถึงวันที่ 27 เม.ย.นี้ เวลา 12.00 น. หลังจากนั้นคณะกรรมการซักถามจะได้เป็นผู้รวบรวมและทำหน้าที่ซักถามต่อไป พร้อมกำหนดให้ผู้กล่าวหาและถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงตอบข้อซักถามในวันประชุมซึ่งจะแจ้งให้ทราบต่อไปโดยคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 30 เม.ย. นี้







