
CJRรับมีข้อผิดพลาดในบทความพาดพิงบางกอกโพสต์
วารสารCJR ยอมรับบทความที่ "จัสติน ไฮเฟ็ทซ์" เขียนพาดพิงบางกอกโพสต์มีความผิดพลาดในข้อเท็จจริงหลายประการ
วารสารCJR ยอมรับบทความที่ "จัสติน ไฮเฟ็ทซ์" เขียนพาดพิงบางกอกโพสต์มีความผิดพลาดในข้อเท็จจริงหลายประการ
วารสาร Columbia Journalism Review ได้เผยแพร่ หมายเหตุบรรณาธิการต่อบทความของจัสติน ไฮเฟ็ทซ์ (ชื่อเรื่อง Pork, Bullets and the Dismal State of Journalism in Thailand ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Pork, Bullets and My Rocky Stint at the Bangkok Post) โดยมีเนื้อหาดังนี้
บางกอกโพสต์ได้ออกแถลงการณ์วิจารณ์บทความนี้อย่างรุนแรง และโต้แย้งสิ่งที่บทความนี้นำเสนอหลายประการ ด้วยเหตุนี้ CJR จึงได้ทำการตรวจสอบบทความของจัสติน ไฮเฟ็ทซ์ รวมถึงได้พูดคุยกับสื่อมวลชน และผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฏหมายทั้งในประเทศไทยและที่อื่นๆ นับสิบคน และกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับไฮเฟ็ทซ์ด้วย
เรา (CJR) พบว่ามีความผิดพลาดในข้อเท็จจริงหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
ในตอนต้นของบทความดังกล่าว เกี่ยวกับการยิงทดสอบเสื้อกันกระสุนโดยใช้เนื้อหมู ไฮเฟ็ทซ์เขียนว่า “ผมไม่อยากยิงซากสัตว์ แต่ผมไม่มีทางเลือก”
แต่ในตอนนี้ ไฮเฟ็ทซ์บอกกับเราว่า จริงๆ แล้ว เขาเอง ที่เป็นคนตัดสินใจยิงเนื้อหมู โดยที่บรรณาธิการของเขาไม่ได้บังคับให้ทำแต่ประการใด
ไฮเฟ็ทซ์เขียนในบทความว่า บางกอกโพสต์เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่มียอดขายสูงที่สุดในเอเชีย อาคเนย์ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ไฮเฟ็ทซ์ยังเขียนว่า “กฎหมายไทยห้ามไม่ให้สื่อไทยจ้างนักข่าวต่างชาติ”ทว่า ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีกฎหมายใดที่ห้ามไม่ให้การจ้างชาวต่างชาติเป็นนักข่าว ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีสำนักไหนจ้างก็ตาม
นอกจากนั้น ข้อความที่ไฮเฟ็ทซ์เขียนว่า “การฟ้องหมิ่นประมาทในประเทศไทยเป็นคดีอาญาทั้งหมด” ก็ผิดพลาดจากข้อเท็จจริง เพราะกฎหมายไทยมีบทลงโทษ ทั้งทางแพ่งและอาญาสำหรับคดีหมิ่นประมาท การฟ้องสามารถทำได้ทั้งคดีแพ่ง และอาญา แล้วแต่ความประสงค์ของผู้ฟ้อง
นอกจากนี้ มีบางส่วนของบทความ ที่ยากที่จะตัดสินว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไฮเฟ็ทซ์เขียนว่าเขามีความขัดแย้งกับนักข่าวบางกอกโพสต์ ชื่อคุณวาสนา นาน่วม แต่ตอนนี้ ไฮเฟ็ทซ์กลับบอกว่า เขาไม่เคยพูดคุย หรือแม้แต่พบหน้าคุณวาสนาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม้ว่าการที่ไฮเฟ็ทซ์ใช้คำว่า “มีความขัดแย้ง” (clashed) ในบริบทนี้จะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้อ่าน แต่เขาต้องการสะท้อนให้เห็นว่า มีความตึงเครียดระหว่างบุคคลทั้งสอง อันเป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในกองบรรณาธิการ
บทความดังกล่าว เขียนโดยใช้สรรพนามบุคคลที่หนึ่ง และแสดงถึงความเห็นกับประสบการณ์ส่วนตัวของไฮเฟ็ทซ์ระหว่างที่ทำงานให้กับบางกอกโพสต์ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาอ้างถึง ย่อมถูกมองแตกต่างกันจากหลายมุม จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เขาเขียนถึงจะมีผู้ไม่เห็นด้วย
ก่อนที่บทความดังกล่าวจะได้รับการตีพิมพ์ ไฮเฟ็ทซ์ได้ติดต่อ นายจิรทัศน์ นิวัฒน์ภูมินทร์ บรรณาธิการบริหารของบางกอกโพสต์ เพื่อขอความเห็นต่อหลายๆ ประเด็นที่บางกอกโพสต์นำมาโต้แย้งในตอนนี้ แต่นายจิรทัศน์เลือกที่จะไม่ตอบสิ่งที่ไฮเฟ็ทซ์กล่าวอ้างในบทความ แต่กลับเขียนในอีเมล์ว่า “บางกอกโพสต์มีความเห็นแตกต่างจากคุณเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อ้างถึง” ซิ่ง CJR ได้นำไปใส่ในบทความแล้ว
นอกจากนี้ ไฮเฟ็ทซ์ได้เสนอให้นายจิรทัศน์ส่งต่อคำขอของเขาไปถึงคุณวาสนา เพราะตัวไฮเฟ็ทซ์เองไม่มีที่ติดต่อ ซึ่งในประเด็นนี้ ไม่มีความชัดเจนว่า นายจิรทัศน์ได้ส่งต่อหรือไม่
เพื่อเป็นการย้ำว่าบทความดังกล่าว เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของไฮเฟ็ทซ์ เรา (CJR) ได้เปลี่ยนชื่อของบทความนี้แล้ว และถึงแม้ว่า CJR จะพบความผิดพลาดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในบทความนี้ แต่ไม่มีข้อใดที่กระทบต่อแกนของเรื่อง และมุมมองที่ไฮเฟ็ทซ์มีต่อช่วงเวลาที่เขาทำงานที่บางกอกโพสต์
พิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ บรรณาธิการบางกอกโพสต์ ได้ออกแถลงการณ์ ดังนี้
Columbia Journalism Review (CJR)ได้ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดในบทความของจัสติน ไฮเฟ็ทซ์ เกี่ยวกับการทำงานเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่บางกอกโพสต์ รวมทั้งผู้เขียนได้บิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประการ
การยอมรับนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่บางกอกโพสต์ทำการโต้แย้งหลายประเด็นที่ถูกนำเสนอในบทความนั้น ทั้งในสาธารณะและในการสื่อสารโดยตรงกับ CJR จุดยืนของเราคือ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก มีสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา และเป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งในหมายเหตุบรรณาธิการที่ CJR นำมาประกอบไว้กับบทความดังกล่าว CJR ได้ยอมรับว่า พบข้อผิดพลาดหลายประการ และหลังตรวจสอบ CJR ก็ได้แถลงว่า บทความดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และได้เปลี่ยนชื่อบทความเสียใหม่แล้ว
บางกอกโพสต์ขอยืนยันว่า เรามีความกังวลต่อความไม่รอบคอบของ CJR ที่ตัดสินใจตีพิมพ์บทความนี้ หมายเหตุบรรณาธิการของ CJR แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า CJR ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการขั้นต้นของสื่อสารมวลชน นั่นคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อนการตีพิมพ์
เราขอตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของ CJR ในการตีพิมพ์บทความที่อ้างว่าเป็นบทสรุปของสถานการณ์ด้านสื่อมวลชนในประเทศไทยและการทำงานของบางกอกโพสต์ทั้งหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เป็นเพียงความคิดเห็นของบุคคลเพียงคนเดียว โดยไม่มีหลักฐานหรือความเห็นของผู้อื่นประกอบด้วยเลย
CJR อ้างว่าได้ให้โอกาสบางกอกโพสต์ ที่จะตอบโต้ประเด็นต่างๆ ที่ได้รับการนำเสนอในบทความนี้ แต่ความเป็นจริงคือ ทาง CJR ไม่เคยติดต่อบางกอกโพสต์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างต่างๆ ก่อนการตีพิมพ์
แม้จะเป็นความจริงว่า ผู้เขียนได้ติดต่อขอความเห็นต่อประเด็น 6 ประเด็นในบทความ แต่ผู้เขียนส่งเพียงตัวอย่างสั้นๆ เพียง 300 คำ จากเรื่องเต็ม 2,300 คำมาประกอบคำถาม และจากประเด็นทั้ง 6 ประเด็นนั้น มี 4 ประเด็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ที่เหลือเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งบางกอกโพสต์โต้ว่า ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับความเห็นของเรา
บางกอกโพสต์ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เรายินดีจะตอบคำถามอย่างครบถ้วน ทันทีที่ผู้เขียนแจ้งว่าเขาทำงานให้กับใคร และเป้าหมายในการเขียนบทความนี้คืออะไร แต่เราไม่เคยได้รับคำตอบจากผู้เขียน
บางกอกโพสต์มีความเห็นว่า การที่ CJR ยอมรับว่าหลายส่วนของบทความนี้ ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และถึงขึ้นเป็นการบิดเบือน เป็นการตอกย้ำความเห็นของเราว่าบทความนี้ขาดความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง







