
สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ : ความจริงหรือความฝัน?
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
“สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ได้ถูกเสนอเป็นแนวคิดให้เป็นเครื่องมือหนึ่งของสังคมไทย ที่จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริต แก้ปัญหาคนในสังคมที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม โดยเฉพาะนักการเมืองทุกระดับทั้งระดับชาติลงมาจนถึงระดับท้องถิ่น และข้าราชการทุกระดับเช่นกัน ซึ่งกลุ่มผู้เสนอกลไกนี้มาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และส่วนหนึ่งเป็นคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คาดหวังในทำนอง “วาดโลกสวย” ว่าจะเป็นกลไกใหม่ที่จะช่วยให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีคุณธรรมจริยธรรมและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น
การผุดกลไก “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ก็เป็นคำถามและข้อกังขาเช่นกัน ซึ่งมี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะเป็นผู้เสนอสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นร่าง พ.ร.บ.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ... หรือคาดหวังให้ไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญได้ให้คำอธิบายและกล่าวถึงเจตนาและอำนาจหน้าที่ของกลไกดังกล่าวไว้ว่า โดยให้ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” มีเจตนาเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองและให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ ผู้บริหารที่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติและนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้สังคมเป็นผู้ตัดสิน
นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าการจัดตั้งกลไกองค์กรดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาจะยุบองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับงานด้านคุณธรรมจริยธรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น กลไกผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กลไก ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. แต่จะทำหน้าที่เสริมให้กับองค์กรที่มีอยู่แล้วและส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการยุบหน่วยที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า ศูนย์คุณธรรมและระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางคุณธรรมและ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ก็ไม่ได้กำหนดอำนาจให้มีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะมีกลไกอื่นดำเนินการทำอยู่แล้ว แต่จุดเน้นก็จะเป็นตัวกำหนดบทบาทคุณธรรมจริยธรรมให้กับบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ให้กับบ้านเมือง
ส่วนคณะบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิก “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ประกอบด้วย สมาชิกประจำที่สรรหามาจากกลุ่มผู้แทนเครือข่ายขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า 55 คน ซึ่งสมาชิกต้องเป็นผู้ที่ไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นผู้ทรงคุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้เคยได้รับการยกย่องนับถือ หรือได้รับรางวัลด้านคุณธรรมจริยธรรมในระดับชาติ หรือระดับสากล โดยไม่มีประวัติด่างพร้อย ส่วนอำนาจหน้าที่ของ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ที่ปรากฏตามเอกสารมีดังต่อไปนี้ เช่น
(1) กำหนดมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารซึ่งเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและกรรมการ และหรือผู้บริหารขององค์กรเอกชน ที่ทำธุรกรรมกับภาครัฐ
(2) สอบสวนและหรือไต่สวนการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน คุณธรรม จริยธรรมของบุคคลและธรรมาภิบาลขององค์กรต่างๆ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนได้ โดยได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
(3) ปรึกษาหารือเพื่อดำเนินการตามที่คณะมนตรี “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” มอบหมาย หรือมอบหมายให้สำนักงานเลขานุการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติ
(4) สร้างกลไกและวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริม สนับสนุน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลให้เกิดผลในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน
(5) จัดการศึกษาวิจัย จัดการความรู้และนวัตกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยจัดให้มีศูนย์ข้อมูลและรณรงค์เผยแพร่
อย่างไรก็ตาม โครงสร้าง “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” พบว่ามีการออกแบบหน่วยและกลไกอื่นๆ ออกมาเป็นองค์ประกอบอีกหลายส่วน เป็นต้นว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานที่มาทำหน้าที่อำนวยการและดูแลการปฏิบัติการ ซึ่งแน่นอนต้องมีหน่วย “สำนักงานคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ” ขึ้นมาทำหน้าที่สนับสนุนสมาชิกสมัชชาคุณธรรม ซึ่งอาจจะกลายเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยการรองรับบุคลากร รองรับบุคคล ในเชิงระบบจนอาจจะกลายเป็นองค์กรที่ถูกตั้งคำถามว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด หรืออาจจะกลายเป็นองค์กรที่เรียกว่า “เสือกระดาษ” ก็อาจจะเป็นไปได้
ทั้งนี้ ผมเห็นว่าประสบการณ์ของหลายประเทศที่ทำเรื่องการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและทำให้คนมีจริยธรรมและคุณธรรมนั้น มักเกิดจากจิตใต้สำนึกและพฤติกรรมการกระทำของบุคคลที่มีวินัยในตัวเอง และเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ซึ่งจิตสำนึกนี้เป็นพฤติกรรมที่รู้ว่าตนเองควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร โดยเฉพาะการเห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นภัยต่อชาติบ้านเมืองที่ต้องสำนึกที่ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมในตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมาเขียนเป็นกฎหมายและไม่ต้องมีสำนักงานมากำหนดมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมไปบังคับ
ผมจึงอยากเห็นการส่งเสริมให้เกิดองค์กรในลักษณะที่เกิดจากจิตสำนึกของประชาชนและคนในชาติออกมาร่วมมือกันอย่างมีพลังต่อต้านการทุจริตและต่อต้านสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นต้นว่า การช่วยกันเปิดเผยข้อมูลการทำรายการขึ้นบัญชีดำของนักการเมืองและกลุ่มทำผิดกฎหมาย
โดยการเปิดเผยต่อสาธารณชนและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ซึ่งมีตัวอย่างองค์กรความร่วมมือภาคประชาชนที่เรียกว่า (PSPD) “People Solidarity for Participatory Democracy” ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนของประเทศเกาหลีใต้ ที่ร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นและสร้างความโปร่งใสอย่างมีประสิทธิภาพ







