
อย่าเดินผิดทางหรือหลงทาง
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เศรษฐกิจของไทยนั้นช่วงนี้ดูจะกระตุกขึ้นกระตุกลงอย่างไรชอบกล อย่างไรก็ตาม ที่กระตุกขึ้นกระตุกลงนั้นกลับไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง แต่เป็นการคาดคะเนของนักวิเคราะห์ทั้งหลายตั้งแต่ว่าการเจริญเติบโตจะมีแค่ 1% ไปจนถึง 4% โดยส่วนใหญ่ผูกโยงไว้กับการส่งออก น่าจะมีเพียงบางสถาบันที่วิเคราะห์แตกต่างไปบ้าง อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF : International Monetary Fund) นั้น มองว่าการส่งออกในปี 2558 ของเราจะติดลบถึง 2.2% แต่ปรับการเจริญเติบโตของไทยขึ้นไปจาก 3.5% เป็น 3.7% ผู้เขียนถึงเห็นว่านักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งหลายของไทย ก็ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าความเจริญเติบโตหรือจีดีพีของไทยเราจะไปได้แค่ไหน
สำหรับผู้เขียนเองยังมองว่า อาจจำเป็นต้องหันมาดูปัจจัยอื่นๆ เช่น การลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล และการบริโภค เป็นหลักเสียมากกว่าการส่งออก จึงจะทำให้เห็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่พอนิ่งได้ เพราะความหวังกับการส่งออกสินค้าเดิมๆ น่าจะเลือนรางลงทุกที ยิ่งถ้าได้อ่านการวิเคราะห์บางฉบับ ก็จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันหมด แล้วจะไปให้ใครมาซื้อ นอกจากนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นบทวิเคราะห์ของคุณสันติธาร เสถียรไทย เขายังห่วงไปถึงอีก 5–10 ปีข้างหน้า ว่าตัวเลขจีดีพีของประเทศไทยจะไม่เจริญเติบโตขึ้นถึง 4–5% แต่จะโตเพียงแค่ 3–4% อย่างเช่นประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่มีการศึกษาวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็คือ เมื่อเปรียบเทียบอุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทย กับอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกจำพวกอิเล็กทรอนิกส์แล้ว กลับพบความจริงว่า ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา การผลิตตกต่ำกว่าการส่งออกมาก ซึ่งอาจวิเคราะห์ต่อไปได้ว่ายังคงเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบการผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น ที่ไม่ได้ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มสักเท่าใด และไม่มีผลต่อจีดีพีมากนัก
ดังนั้น หากการใช้จ่ายของหน่วยงานของรัฐบาลเป็นไปตามแผนและปรากฏผลในไตรมาส 2/3 ให้เป็นรูปธรรม ประกอบกับการที่จะมีมาตรการยกเว้นทางด้านภาษีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษี 300% ให้กับบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนา หรือบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนภายใต้เงื่อนไขของบีโอไอ หรือการให้สิ่งจูงใจกับ Venture Capital (VC) ฯลฯ ปรากฏออกมาโดยไม่ชักช้า ประกอบกับการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามการคอร์รัปชั่นให้เด็ดขาด การลงทุนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ เศรษฐกิจของไทยยังน่าจะมีความเจริญเติบโตไปได้ถึง 4% โดยพึ่งพาการส่งออกน้อยลง
ยิ่งเมื่อฟังการแถลงผลงานของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ดูว่าอะไรๆ น่าจะเดินมาได้ถูกทางแล้ว เสียดายแต่ว่าเรื่องของการปราบปรามคอร์รัปชั่นดูจะแผ่วๆ ไป ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายในระดับบริหารขณะนี้คงจะต้องเหนื่อยหน่อย ต้องตามขันนอตกันทุกเรื่อง อย่าเผลอเป็นอันขาด และก็หวังว่าจะไม่ผิดหรือหลงทางด้วย เพราะผลของการผิดทางหรือหลงทางนั้นย่อมมีผลตามมาอย่างมหาศาลชนิดคาดกันไม่ถึงทีเดียว
พูดถึงเรื่องความผิดทางหรือหลงทางแล้ว ทำให้อดพูดถึงเรื่องของประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งไม่ได้ ที่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ หรือการเชื่อนักล็อบบี้ของตัวเองมากเกินไป หรือจะเชื่อนักการทูตของตัวเองมากไปก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างความเสียหายและหยั่งรากลึกไปอีกนาน ไม่แน่เหมือนกันว่าอีกกี่ปีคนไทยจะวางใจได้ ถึงแม้ผู้เขียนจะเห็นหลายๆ บทความแสดงความดีใจและโล่งใจในที่สุดว่ามีการตั้งระดับเอกอัครราชทูตมาประจำประเทศไทย หลังจากปล่อยให้เป็นระดับอุปทูตเสียเกือบปี และแน่นอนว่าเป็นไปตามแบบฉบับของคนไทยที่ให้อภัยง่าย แล้วก็แล้วกันไป อย่างมากก็เห็นว่ามีการ “ตบหัวแล้วลูบหลัง” เพราะที่ผ่านมานอกจากประเทศนั้นจะเข้าข้างระบอบทักษิณจนออกหน้าออกตา ขนาดยกขบวนกันไปเยี่ยมหมู่บ้านแดง วันชาติก็เชิญแต่คณะรัฐบาลเก่า ข่าวของเขาที่ออกมาก็เอียงเสียจนชาวโลกเข้าใจผิด ฯลฯ โดยไม่ได้ดูเลยว่าคนไทยทั่วไปเขาคิดและรู้สึกอย่างไร เพราะทูตเองก็อยู่บนหอคอยงาช้าง คบอยู่แต่กับมหาเศรษฐีในระบอบทักษิณ นักล็อบบี้ซึ่งถูกจ้างโดยทักษิณก็มือฉมัง ก็เลยทำให้นโยบายผิดหลงทางเข้าป่าเข้ารกไปเลย จนเดี๋ยวนี้ผู้เขียนยังไม่แน่ใจเลยว่าประเทศผู้ยิ่งใหญ่นี้กลับออกมาจากป่าได้หรือยัง เพราะดูทูตที่ส่งมาใหม่ก็เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ ซึ่งมาจนถึงบัดนี้ทั้งสองประเทศก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเท่าไร ประชาชนตาดำๆ อย่างผู้เขียนจึงดูแล้วไม่เข้าใจเจตนา และเห็นว่าไม่น่าไว้วางใจเท่าไร รัฐบาลเองก็ควรจะตั้งการ์ดไว้พอสมควร ประเทศเขาก็ย่อมต้องเชื่อคนของเขา ยิ่งสมัยนี้นักล็อบบี้มีอิทธิพลสูงมาก ไม่ว่าอะไรก็ต้องใช้นักล็อบบี้ ผู้เขียนเองจึงไม่เข้าใจเป็นคำรบสองว่าทำไมผู้เกี่ยวข้องของไทยจึงไม่จ้างนักล็อบบี้บ้าง จะหวังพึ่งทูตเพียงอย่างเดียงคงไม่ไหว เพราะอย่างที่ว่าไว้ เขาก็ต้องเชื่อคนของเขา ยังดีที่อย่างน้อยยังมี “พญามังกร” อยู่แถบเอเชียนี้ และมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ขึ้น โดยมีประเทศต่างๆ ถึง 57 ประเทศ ตอบตกลงเข้าร่วมด้วย รวมทั้งประเทศไทย
ก็นี่แหละผลของการเดินทางผิด ทำให้สิ่งที่กลัวนักกลัวหนาว่าพญามังกรจะแผ่อิทธิพลในเอเชียมากขึ้น กลายเป็นความจริงขึ้นมาอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด ถึงบอกว่าการผิดทางหรือหลงทางนั้นมีผลตามมาอย่างมหาศาล







