
เตือนรธน.สร้างสมดุลที่อ่อนแอ
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญวันที่สองเมื่อวานนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการอภิปรายในหมวดว่าด้วยผู้นำการเมืองและระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าสู่ตำแหน่งของคณะรัฐมนตรี สส. และ สว. รวมไปถึงอำนาจหน้าที่ ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญวันที่สองเมื่อวานนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการอภิปรายในหมวดว่าด้วยผู้นำการเมืองและระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าสู่ตำแหน่งของคณะรัฐมนตรี สส. และ สว. รวมไปถึงอำนาจหน้าที่ ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
ทั้งนี้ ในภาพรวมของการอภิปรายของ สปช.นั้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการสร้างความสมดุลในทางการเมือง โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้เสียงข้างมากของพรรคการเมืองจนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา แต่อีกด้านหนึ่งได้ติติงว่าอาจนำมาซึ่งความอ่อนแอในทางการเมือง ซึ่งสรุปได้อย่างน้อย 3 ประการ
1.รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ : สมาชิก สปช.จำนวนมากได้อภิปรายเห็นตรงกันว่าระบบการเลือกตั้งแบบ “สัดส่วนผสม” ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ นำมาใช้นั้น จะทำให้ สส.ในสภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคการเมืองหลายพรรค อันจะนำมาซึ่ง “รัฐบาลผสม” แบบในอดีตก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
สภาพเช่นนี้จะมีผลให้รัฐบาลต้องเสียเวลาไปกับการบริหารความขัดแย้งภายในรัฐบาลแทนการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นควรมีกลไกที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งภายใต้ระบบการตรวจสอบที่ทำให้นักการเมืองออกจากตำแหน่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การให้สส.จำนวน 1 ใน 10 ของสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไต่สวนทางอาญาก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษา
2.ระบบการตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ : โดยสมาชิก สปช.ต่างเห็นว่าระบบการตรวจสอบที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบไว้อาจก่อให้เกิดได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยการใช้เสียงของรัฐสภา (สส.+สว.) เกินกึ่งหนึ่ง เพราะรัฐบาลในอนาคตอาจหาวิธีการป้องกันผ่านการจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้เสียง สส.เกิน 325 เสียง จาก สส.ทั้งหมด 450 คน ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้การถอดถอนไม่สามารถทำได้ เป็นต้น
เช่นเดียวกับ “คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ” ที่มีอำนาจหน้าที่แค่ตรวจสอบการทำงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและพรรคการเมือง แต่ไม่ให้คุณให้โทษนอกจากการทำรายงานและแจ้งองค์กรนั้นให้รับทราบ ทั้งที่การทำงานต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณจำนวนมาก
3.ลดอำนาจรัฐบาล เพิ่มอำนาจข้าราชการ : ในประเด็นนี้สมาชิก สปช.พุ่งเป้าไปที่การกำหนดให้มี “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม”
โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชนมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการ เพราะหากใช้ระบบนี้แต่งตั้งข้าราชการ จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถบังคับบัญชาข้าราชการได้ เพราะข้าราชการจะคิดว่าไม่ได้มาจากอำนาจของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นข้าราชการก็จะไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน ซึ่งเท่ากับว่ารัฐธรรมนูญไปลดอำนาจรัฐบาล แต่ไปเพิ่มอำนาจให้กับข้าราชการแทน
ที่สุดแล้ว สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่า “ไม่มีประเทศไหนที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีรัฐบาลผสมจะสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางได้สำเร็จ”
สำหรับการประชุม สปช.ในวันนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาในหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและรัฐสภา







