
ม.44 ปฏิวัติซ้ำ กรุยทาง...อยู่ยาว
จับสัญญาณหลังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดอำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จับสัญญาณหลังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดอำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาใช้ถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ อาจเป็นการสะท้อนถึงแผนการกรุยทางเผื่อสำหรับการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปในอนาคต
ดังจะเห็นว่า แต่ละเรื่องที่รัฐบาล คสช.ใช้มาตรา 44 มาเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและขจัดอุปสรรคเพื่อให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ล้วนแต่มีที่มาที่ไปและเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ล้วนแต่ส่งผลถึงทิศทางการเมืองในวันข้างหน้า เสมือนเวลานี้เป็นการปฏิวัติซ้ำ หันกลับมาใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์เต็มตัวเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ
ทั้งนี้ เพื่อใช้จัดการจัดแถวกันใหม่ หลังผลงาน 7 เดือนภายใต้กลไกรัฐบาล ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับประชาชนได้โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และที่สำคัญยังไม่สามารถจัดการกับระบอบทักษิณได้
การใช้มาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. เริ่มตั้งแต่เข้ามาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงต่างๆ ประเดิมด้วยกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้อำนาจเข้าไปจัดวางบุคลากรกันใหม่ ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและประสิทธิภาพในการทำงาน
ต้องยอมรับว่า “การศึกษา” เป็นเรื่องใหญ่ที่หลายรัฐบาลพยายามจะปฏิรูปแต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง จน คสช.หวังใช้จังหวะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสังคายนากระทรวงเก่าแก่ ที่ถือเป็นแดนสนธยายากที่ฝ่ายการเมืองจะเข้าไปล้วงลูกได้ง่าย
ทว่า การโยกย้ายครั้งนี้อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นการส่งสัญญาณไปถึงบรรดาข้าราชการเกียร์ว่าง ทั้งหลายให้เริ่มออกมาสนองนโยบายรัฐบาล คสช.มากขึ้น จะมัวคิดว่า คสช.อยู่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ อีกไม่กี่เดือนก็พ้นจากอำนาจ สู้เช้าชามเย็นชามอีกแค่ไม่กี่เดือนก็มีเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่แล้วไม่ได้อีกต่อไป
ยิ่งกับพวกที่เป็นกลุ่มเครือข่ายขั้วอำนาจเก่า หรือคนของฝั่งการเมืองที่เติบโตมาในช่วงรัฐบาลก่อน ย่อมไม่สามารถลอยตัว ไม่สนองตอบงานของ คสช.ได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นอาจถูกปรับพ้นตำแหน่ง และโยกคนที่พร้อมจะทำงานมาเป็นกลไกขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่กำลังเดินหน้าเวลานี้
สอดรับกับที่มีข่าวว่าหลายกระทรวงเตรียมขออนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายภายในกระทรวงกันอีกหลายล็อต ที่น่าจะเป็นแรงบีบให้ข้าราชการกลับมาแข่งขันเร่งผลิต
ผลงานมากขึ้น
หลังจากที่ผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาของ คสช.ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนฉุดให้คะแนนนิยมของ คสช.ตกต่ำลงเรื่อยๆ และไม่เป็นผลดีในระยะยาว
อีกเรื่องใหญ่ที่ คสช.ตัดสินใจใช้มาตรา 44 เข้ามาสะสางปัญหาคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมคาดหวัง หลังจากไม่อาจฝากความหวังกับรัฐบาลที่มาจากกลไกเลือกตั้งตามปกติ
แค่เพียงส่งสัญญาณเดินหน้าเอาผิดทั้งในส่วนข้าราชการ 100 คน ที่ติดโผพัวพันการทุจริตตั้งแต่ปี 2556-2557 ในหลายหน่วยงาน ที่กำลังจะนำไปสู่การดำเนินคดี ผ่านศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม
ต่อเนื่องด้วยการที่ พล.อ.ประยุทธ์ มานั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่เตรียมใช้มาตรา 44 เข้ามาสะสางอุปสรรคให้จัดการทุจริตได้คล่องตัวขึ้น
นอกจากจะได้ใจชาวบ้านที่ปราบปรามการทุจริตได้แล้ว ผลพลอยได้จากการขยับครั้งนี้ยังทำให้ฝั่งขั้วอำนาจเก่าหรือปฏิปักษ์คณะรัฐประหารไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านหรือท้าทาย คสช. เพราะเกรงว่า “แผลเก่า” จะถูกขึ้นมาเล่นงานในอดีต
เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมาตรา 44 สามารถให้คุณให้โทษที่เหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยที่ คสช.ไม่ต้องรับผิดชอบผลของการกระทำที่เกิดขึ้นตามการใช้อำนาจ
ดังจะเห็นว่า หลังจาก คสช.เริ่มกระชับอำนาจบรรดาพรรคเพื่อไทย หรือแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยออกมาขยับชิมลางลองของกับ คสช.ก่อนหน้านี้เริ่มสงบเสงี่ยมเก็บเนื้อเก็บตัว ยิ่งภายหลังจากเริ่มมีสัญญาณขู่เตรียมใช้อำนาจพิเศษนี้เข้าไปตรวจสอบธุรกรรมการเงิน หรือรื้อฟื้นบรรดาคดีเก่าๆ ขึ้นมาพิจารณาเร่งด่วนเป็นการพิเศษ
ยังไม่รวมถึงกลุ่มป่วนที่สร้างสถานการณ์ที่ย่อมต้องคิดหนักมากขึ้นหากจะออกมาก่อเหตุรุนแรงในช่วงนี้ เพราะอำนาจตามมาตรา 44 นี้ ประเมินกันว่าอาจจะมากยิ่งกว่าอำนาจของกฎอัยการศึก
ปฏิบัติการเคลียร์ทาง ขจัดกลุ่มต้าน กลุ่มคัดค้าน คสช.เวลานี้ ถูกมองว่าเตรียมไว้เผื่อกรณีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ จนแผนการเลือกตั้งอาจจะต้องสะดุดหรือเลื่อนออกไป
ดังจะเห็นสัญญาณทีเล่นทีจริงบ่อยครั้งจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่เปิดทางพร้อมเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหากสถานการณ์ยังไม่พร้อม
แน่นอนว่า หากจำเป็นต้องเลือกทางนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐประหารและทุกสิ่งที่ คสช.ทำต้องเสียของ แต่อีกด้านหนึ่งย่อมต้องเกิดเสียงต่อต้านคัดค้านที่หนักและรุนแรงขึ้น
ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขั้วอำนาจเก่า หรือฝั่งตรงข้าม คสช. หรือแม้แต่พันธมิตร คสช.เองก็ตาม ย่อมอาจฉวยจังหวะนี้เข้ามาผสมโรงบีบให้ คสช.เร่งคืนอำนาจโดยไว
เวลานี้ คสช.จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจในมือตัดไฟแต่ต้นลมสกัดกลุ่มที่จะเป็นปัญหาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอื่นๆ ไม่ให้มีอำนาจและมีพลังเพียงพอที่จะย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อ คสช.ได้
นับจากนี้ไป หาก คสช.สามารถสร้างความนิยมกลับคืนมาได้ ฝ่ายอำนาจเก่าถูกกำจัดจนอ่อนแรง ผนวกกับรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ปิดโอกาสให้เครือข่ายทักษิณเข้ามาสู่อำนาจ การเลือกตั้งคงเป็นไปตามโรดแมปต้นปี 2559 หากมาตรา 44 ใช้ไม่ได้ผล เรียกความศรัทธาคืนจากประชาชนไม่ได้ โอกาสรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ยื้อการเลือกตั้งออกไปมีสูง...ทั้งหมดต้องตามกันไม่กะพริบ







