
สปช.ติงรธน.กระทบไทยในเวทีโลก
สปช.ติงร่างรัฐธรรมนูญอาจกระทบไทยในเวทีโลก เหตุวางหลักหนังสือสัญญาที่เข้าสภากว้างเกินไป
สปช.ติงร่างรัฐธรรมนูญอาจกระทบไทยในเวทีโลก เหตุวางหลักหนังสือสัญญาที่เข้าสภากว้างเกินไป
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. การประชุมสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้วในวันที่สอง ได้เข้าสู่การอภิปรายในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่และระบบผู้แทนที่ดี โดยเป็นการอภิปรายของตัวแทนประธานคณะกมธ.ของสปช.
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองประธานคณะกมธ.ปฏิรูปพลังงาน สปช. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา193ในเรื่องประเภทของหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแม้หลักการเดิมของมาตรานี้จะมาจากรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550มาตรา190 ก็ตาม เนื่องจากมีการกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่กว้างเกินไป ซึ่งจะทำให้มีปัญหาต่อไปในอนาคต และเป็นอุปสรรคต่อการทำให้ประเทศไทยแลไปข้างหน้าด้วยความมีเกียรติภูมิและเข้มแข็ง
"มาตรา193 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากเดิมในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะกำหนดเพียงให้ฝ่ายบริหารต้องนำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเข้าสภาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนหรือข้อตกลงที่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติมารองรับ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด แต่มาตรา 193 กำหนดให้หนังสือสัญญาต่างประเทศแทบทุกประเภทเข้าสภา ส่งผลให้หนังสือสัญญาที่จำเป็นและไม่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาจำนวนมาก ก่อให้เกิดความล่าช้าในการเจรจาทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ของประเทศไทย กระทบต่อความสามารถในการแสดงบทนำหรือสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทลดลงในเวทีอาเซียนและประชาคมโลก จากการที่ไม่สามารถตกลงให้ความร่วมมือกับต่างประเทศได้ทันเวลาและทันเหตุการณ์" นายคุรุจิต กล่าว
นายคุรุจิต กล่าวอีกกว่า ขณะเดียวกัน ยิ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการเจรจาด้านเขตแดงก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความลับเกี่ยวกับความมั่นคงหรือยุทธศาสตร์การเจรจาของไทยจะต้องเปิดเผยและคู่เจรจาสามารถล่วงรู้ท่าทีของไทยได้ ทำให้การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จหรือหาข้อยุติได้ เช่น ในกรณีของความตกลงพหุภาคีในหลายประเทศที่ต้องลงนามกัน แต่ไทยไม่สามารถลงนามได้ทัน ทำให้ต้องไปขอลงนามทีหลังในแบบที่เรียกว่า ภาคยานุวัติ ส่งผลให้ไม่มีโอกาสไปต่อรองตั้งแต่ต้น เป็นต้น ดังนั้น มาตรา 193 ควรได้รับการแก้ไขในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้กระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลในอนาคต
ด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธาน กมธ.ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สปช. อภิปรายว่า ควรปรับปรุงหรือตัดถ้อยคำบทบัญญัติมาตรา 207 ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการด้วยคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม เนื่องจากไม่ยึดโยงกับประชาชน โดยรัฐบาล ในสถานะตัวแทนของประชาชน ส่วนข้าราชการเป็นกลไกและเครื่องมือในการบริหารประเทศ ดังนั้นหากการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงมาจากคณะกรรมการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวจะเกิดปัญหาการบังคับบัญชาข้าราชการของรัฐบาล เพราะคนที่ถูกแต่งตั้งไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง และหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลในฐานะผู้ออกนโยบาย ต้องมีส่วนแต่งตั้ง ย้าย ปลดข้าราชการระดับสูง นอกจากนั้นตนมองว่าแทนที่จะลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชนแต่กลับเป็นการลดอำนาจรัฐบาล เพิ่มอำนาจราชการ ซึ่งกังวลว่าจะกลายเป็นพรรคราชการ







