posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (8)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (8)

21 เมษายน 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

นอกจากการรณรงค์ของภาคประชาชนแล้ว แพทย์ก็มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายนี้ด้วย บุคคลสำคัญท่านหนึ่ง คือ นพ.เดวิด เพนติน (David Paintin)ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช ประธานมูลนิธิคุมกำเนิด และรองศาสตราจารย์เกียรติคุณ ด้านสูตินรีเวช แห่งวิทยาลัยอิมพีเรียล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลเซนต์แมรี่ กรุงลอนดอน

นพ.เดวิดจบแพทย์ที่บริสตอล เมื่อปี 2497 ตอนนั้นท่านแทบไม่มีความรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง นอกจากสมัยเรียนแพทย์มีการกล่าวถึงการทำแท้งเถื่อนว่าเป็นอันตราย และแพทย์ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท่านยังไม่เคยนึกถึงแง่มุมของจริยธรรมเรื่องการทำแท้งถูกกฎหมายแต่อย่างใด

ถึงปี 2499 นพ.เดวิดไปทำงานที่เมืองอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ กับ ศ.ดูกัลด์แบร์ด (Dugald Baird) ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นท่านเซอร์ ที่นั่น นพ.เดวิดพบว่าในหัตถการที่ทำทางด้านนรีเวชนั้น มีการทำแท้งวันละ 1-2 รายเป็นประจำ ผู้ที่ไปรับบริการทำแท้งส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุค่อนข้างมากที่ยากจน หลังทำแพทย์มักทำหมันให้ด้วย

ในปี 2509 นพ.เดวิดย้ายไปทำงานในลอนดอน โดยเป็นอาจารย์ในภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลเซนต์แมรี่ ทุกสัปดาห์มีหญิงที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องและตกเลือดราว 20 ราย ให้ประวัติว่าแท้งลูกตามธรรมชาติ แต่น่าสังเกตว่าหญิงเหล่านี้มีสถานภาพคล้ายคลึงกับที่ไปขอให้ นพ.เดวิดทำแท้งให้ที่อเบอร์ดีน จึงน่าเชื่อว่าจะมีการลักลอบทำแท้งจำนวนไม่น้อย

ไม่นาน นพ.เดวิดก็ถูกวิจารณ์จากนรีแพทย์รุ่นอาวุโสที่โรงพยาบาลซามาริตัน ว่าจะทำให้โรงพยาบาลเสียชื่อเสียง แต่ นพ.เดวิดยังคงไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิด เพราะมุ่งทำเพื่อ “ช่วยเหลือ” เป็นหลัก คนไข้ทุกคนเบิกค่าใช้จ่ายจากบริการสุขภาพแห่งชาติ [National Health Service หรือ NHS (เอ็นเอชเอส)] ของรัฐ ไม่มีการเรียกเงินเพิ่ม และ นพ.เดวิดเองก็ไม่มีคลินิกส่วนตัว จึงไม่มีใครมาตำหนิได้ว่าทำไปเพื่อการค้า

นพ.เดวิดได้คุยกับหญิงที่ไปขอทำแท้ง พบว่าหลายคนคุมกำเนิดแล้วล้มเหลว และ นพ.เดวิดก็ไม่เห็นด้วยว่าหญิงที่ตั้งท้องทุกคนต้อง “รับผิดชอบต่อสังคม” ที่จะต้องอุ้มท้องไปจนคลอด

จากทัศนะที่เปิดรับการทำแท้งตั้งแต่เริ่มทำงานอยู่ที่อเบอร์ดีน นพ.เดวิดเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมปฏิรูปกฎหมายทำแท้งตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายลงมาทำงานในลอนดอนในปี 2506 โดยยังไม่ได้ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จนกระทั่งถึงปี 2508 เมื่อ ศ.นพ.วิลล์ นิกสัน (Will Nixon) ที่ปรึกษาด้านนรีเวชของสมาคมหัวใจวายเสียชีวิตทางสมาคมจึงต้องขอให้ นพ.เดวิด และ นพ.ปีเตอร์ ดิกกอรี (Peter Diggory) เข้าไปทำหน้าที่แทน เพราะต่างมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ มีนรีแพทย์จำนวนน้อยมากที่เข้าร่วมขบวนการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง เพราะต่างถูกสอนว่าความจำเป็นที่จะต้องทำแท้งตามเหตุผลทางการแพทย์มีน้อยมาก การทำแท้งส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม บางคนเห็นใจและเห็นด้วยกับการทำแท้งก็เกรงจะถูกรังเกียจจากวงการ และหมดโอกาสก้าวหน้าในวิชาชีพ ส่วนใหญ่พึงพอใจกับการทำหัตถการเพื่อช่วยคนไข้กรณีคลอดยาก ผ่าตัดเนื้องอกหรือซ่อมแซมกระเพาะปัสสาวะที่รั่วมากกว่า เมื่อพบหญิงที่ปวดท้องและตกเลือดก็มักวินิจฉัยว่าไปทำแท้งเถื่อนมา

ตอนที่ นพ.เดวิดเข้าไปร่วมงานกับสมาคมนั้น ร่างกฎหมายปฏิรูปการทำแท้งเสร็จแล้ว นพ.เดวิดเป็นฝ่ายเห็นว่าควรจำกัดให้ทำแท้งได้เฉพาะในโรงพยาบาลของเอ็นเอชเอสเท่านั้น  เพื่อป้องกันการทำแท้งเชิงพาณิชย์ จึงต่อสู้เรื่องนี้อย่างมาก ต่อมาภายหลัง นพ.เดวิดยอมรับว่าความเห็นดังกล่าวเป็น “ความเขลา” และจะกลายเป็นอุปสรรคของการบรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมาย

นพ.เดวิดเห็นด้วยว่า ควรให้ทำแท้งได้ด้วยเหตุผลด้านสังคม ซึ่งในที่สุดประเด็นนี้ก็ตกไป กลุ่มแพทย์ที่มีบทบาทสูงในขบวนการผลักดันร่างกฎหมายนี้ต่อมาคือ แพทยสมาคมอังกฤษ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ และราชสมาคมแพทย์และนักจิตวิทยา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นราชวิทยาลัยจิตแพทย์ บทบาทสำคัญขององค์กรเหล่านี้คือ การผลักดันให้มีความชัดเจนของกฎหมาย และมุ่งให้เหตุผลในการทำแท้งได้มีฐานกว้าง เพื่อให้แพทย์สามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางและเป็นอิสระ

แม้กฎหมายจะออกมาในลักษณะประนีประนอมให้สิทธิการใช้ดุลพินิจแก่แพทย์เป็นหลัก มากกว่าสิทธิของหญิง แต่ นพ.เดวิดก็เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดที่ออกมาได้ในเวลานั้น โดยเป็นกฎหมายฉบับแรกในยุโรปที่ออกมาได้ หลังจากเริ่มต้นการบุกเบิกของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียในช่วงคริสต์ศตวรรษ 1930 แต่ถ้าเทียบกับหลายประเทศในยุโรป ปัจจุบันกฎหมายของอังกฤษก็นับว่าล้าสมัยและต้องการการปฏิรูปเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสิทธิในการเลือกให้แก่หญิงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ทำแท้ง พ.ศ. 2510 ของอังกฤษก็ได้ขจัดปัญหาต่างๆ ไปได้มากมาย การทำแท้งไม่เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับความตาย การเสื่อมเสียชื่อเสียงและการเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องอีกต่อไป ก่อนหน้านั้นหญิงที่ไปพบแพทย์เพื่อขอทำแท้ง จะต้องไปด้วยความกลัว และวิตกกังวลว่าจะถูกตำหนิ ประณาม และปฏิเสธว่ากฎหมายไม่เปิดให้ทำได้ ปัจจุบันแต่ละคนสามารถไปพบแพทย์ด้วยความมั่นใจระดับหนึ่งว่าจะได้รับความเห็นใจและได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีทักษะความชำนาญอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน