
สธ.ยันฝังแร่รักษามะเร็งไม่ได้ผล
หมอสมศักดิ์รับยังไม่มีมาตรการเอาผิดโรงพยาบาลฝังแร่จีน แนะคนไข้กลับจากจีนตรวจรังสีเพิ่ม เพื่อหามาตรการป้องกันคนรอบข้าง
หมอสมศักดิ์รับยังไม่มีมาตรการเอาผิดโรงพยาบาลฝังแร่จีน แนะคนไข้กลับจากจีนตรวจรังสีเพิ่ม เพื่อหามาตรการป้องกันคนรอบข้าง
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่ไปรักษาด้วยวิธีการฝังแร่กัมมันตภาพรังสีไอโอดีน125ที่ประเทศจีน โดยขณะนี้คาดว่าจะมีประมาณ 500 คน ซึ่งจะต้องออกคำเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนใกล้ชิด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ให้ระวังรังสีที่ออกมาจากผู้ป่วย เนื่องจากรังสีที่ออกมาอาจทำอันตรายได้
รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คนไข้จำนวนไม่น้อยได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม เพราะการใช้รังสีรักษา มักใช้ขณะที่เป็นในระยะเริ่มแรก แต่ที่สธ.พบคือส่วนใหญ่มีการใช้หลังจากเกิดอาการแทรกซ้อน และโรคแพร่กระจายออกไปแล้ว วิธีนี้จึงไม่น่าจะเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า มาตรการขณะนี้ ยังป้องกันได้ลำบาก เนื่องจากสถานพยาบาลที่ให้การรักษาอยู่นอกประเทศไทย แม้คนไทยจะไปรักษาตัว แต่กฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“อยากเตือนให้ผู้ที่จะเดินทางไปรับการรักษาทราบข้อมูลว่า การรักษาด้วยวิธีการฝังแร่ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ไม่ได้เป็นวิธีการที่ใช้แล้วสามารถรับรองผลได้ ส่วนผู้ที่รับการรักษาและกลับมายังประเทศไทยแล้ว เราไม่ได้ต้องการให้คนมองท่านเป็นตัวประหลาด เพราะรังสีไอโอดีน125 สามารถป้องกันได้ โดยให้คนรอบข้าง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สวมเสื้อตะกั่วป้องกันการรับรังสี และรังสีดังกล่าวมีค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ประมาณ 3-4 เดือน เพราะฉะนั้น หากเกินจากระยะเวลาดังกล่าว ก็น่าจะปลอดภัย” นพ.สมศักดิ์กล่าว
ขณะที่ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การฝังแร่แบบชั่วคราวและถาวรนั้น โรงพยาบาลในประเทศไทยมีการทำมานานแล้ว โดยมีการฝังชั่วคราวใน 22 โรงพยาบาล และฝังถาวร ใน 8 โรงพยาบาลทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การฝังแร่ถาวร โดยใช้ไอโอดีน 125 แบบที่ปรากฎเป็นข่าวนั้น ใช้เฉพาะรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะเริ่มแรกเท่านั้น
ส่วนอาการของผู้ป่วยหากรับรังสีเข้าไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเวลาจำกัดนั้น อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เมื่อยล้า ผมร่วง ประสาทส่วนกลางถูกทำลาย และหมดสติได้ ส่วนถ้าหากรับรังสีจนสะสมในร่างกายระยะยาวนั้น พบว่าอาจเกิดโรคมะเร็ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม จึงอยากให้ผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากรับการรักษาที่ประเทศจีน แจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา หรือหากต้องการคำแนะนำก็สามารถเดินทางไปพบแพทย์ได้ที่หน่วยรังสีวิทยา ในโรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศ
นพ.ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย นายกสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้รังสีไอโอดีน125 เพื่อใช้รักษามะเร็งในระยะลุกลามแพร่กระจายนั้น ไม่มีข้อบ่งชี้วินิจฉัยว่าสามารถรักษาได้ ทั้งนี้ สมาคมรังสีวิทยาได้ตรวจพบผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจากประเทศจีนประมาณ 41 ราย และได้พบว่ามีรังสีแผ่ออกจากผู้ป่วยตลอดเวลา และอัตราการแผ่รังสีสูงกว่ามาตรฐานสากล ซึ่งน่ากังวลว่าผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่ได้รับคำแนะนำถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งคนใกล้ชิด และบุคลากรทางการแพทย์
“รังสีทำลายได้ทั้งเซลล์มะเร็ง ทั้งเนื้อเยื่อ ซึ่งอันตรายต่อร่างกายผู้ที่เป็นมะเร็งด้วย การใช้วิธีการนี้จึงไม่น่าจะมีมาตรฐาน ผู้ที่กลับมาจากการรักษาแล้ว จึงควรเข้าไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อให้หาทางป้องกันการแผ่รังสีต่อไป” นพ.ประเสริฐกล่าว
ขณะที่ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ยังไม่พบว่าศูนย์ให้คำปรึกษาทั้ง 2 แห่ง ของโรงพยาบาลรักษามะเร็งด้วยการฝังแร่ในประเทศไทย ผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล เนื่องจากใช้เป็นออฟฟิศเพื่อให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่มีการให้บริการ ไม่เข้าข่ายเป็นสถานพยาบาลเถื่อน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้ศูนย์ฯ ทั้ง 2 แห่ง ปฏิบัติตามแนวทางเรื่องการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้เป็นไปตามประกาศของสธ. นอกจากนี้ ได้ให้ออฟฟิศให้ข้อมูลรายชื่อผู้ที่ไปรับบริการมายังสธ. และ สบส.ได้ทำหนังสือไปยังสถานเอกอัครราชทูตจีนให้ตรวจสอบสถานพยาบาลแล้ว







