
บิิ๊กตู่เร่งผลงาน กู้วิกฤตเชื่อมั่น ลดแรงต้าน ​เพิ่มแรงหนุน
ก้าวสู่ครึ่งทางตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านกลไกแม่น้ำ 5 สาย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวสู่ครึ่งทางตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านกลไกแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งกำลังเร่งเดินหน้าสู่เป้าหมาย “ปฏิรูป” และเริ่มต้นนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่
ทว่า คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช.ที่ลดน้อยลงไปทุกทีกำลังเป็นปัจจัยอันตรายที่สั่นคลอนเสถียรภาพ และฉุดรั้งให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
จากเดิมที่มาตรการเร่งด่วนหลังรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจพิเศษจัดการปัญหา บ่อนการพนัน กลุ่มมาเฟีย แผงลอย วินรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ซึ่งเคยโกยคะแนนชาวบ้านไปได้ไม่น้อย เวลานี้ต้นทุนเหล่านั้นเริ่มหมดลงไป
การแถลงผลงานครบรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาล นอกจากจะไม่เห็นอะไรจับต้องได้แล้ว หลายปัญหายังจ่อคิวรุมเร้าอีกนับไม่ถ้วน
ลำพังแค่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะจัดวางโครงสร้างสังคมแห่งการปฏิรูป ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างแรกเสร็จแล้วอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สปช.เวลานี้ ยังเริ่มส่อแววมีปัญหา หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายแง่มุม และมีหลายฝ่ายเปิดหน้าออกมาคัดค้าน
ที่สำคัญ ปัญหาปากท้องที่ส่อแววรุนแรงหนักขึ้น ย่อมมีแต่จะซ้ำเติมความเชื่อมั่นของรัฐบาล ยังไม่รวมกับสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มเข้าสู่สภาวะชะงักงัน จนหลายสำนักต้องปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ต่อเนื่องด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบที่ตั้งเค้ารุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยมาตั้งแต่ระเบิดปริศนาที่ทางเชื่อมรถไฟฟ้าสยามพารากอน จนถึงคาร์บอมบ์ที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ เกาะสมุย
จนถึงป่านนี้ยังไม่อาจหาตัวคนผิดมาดำเนินคดี และไม่มีการสร้างความเชื่อมั่นว่า ภาครัฐที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือจะหาทางสกัดกั้นปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้
หากปล่อยให้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป ย่อมมีแต่จะรุมเร้าให้การบริหารงานของรัฐบาล คสช.มีอุปสรรคมากขึ้น และอาจบานปลายกระทบไปถึงการปฏิรูป จำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่น ง่ายที่สุดคือ การเร่งสร้างผลงานให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างโดยเฉพาะการสะสางปัญหาที่หมักหมมมานานและไม่อาจแก้ไขได้ง่ายนักในกลไกระบบปกติ
ไม่แปลกที่รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ตรงนี้ได้ และรีบออกมาสร้างผลงานเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังจากยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกมาเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44
เริ่มตั้งแต่การเข้าไปตรวจสอบยึดคืนพื้นที่บุกรุกป่าสงวน ที่พัวพันไปถึงคนใหญ่คนโต นักธุรกิจ นักการเมืองหลายคน หากสามารถทวงคืนพื้นที่ป่าสงวนกลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะย่อมเป็นผลงานที่ได้ใจประชาชนจำนวนไม่น้อย
เพราะเรื่องเหล่านี้คงยากที่จะฝากความหวังไว้กับรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องล้วนแต่มีเครือข่ายโยงใยอยู่กับฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจแต่คงต้องรอดูว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะสามารถผลักดันไปจนถึงปลายทาง หรือจะ “สะดุดตอ” เหมือนหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้หรือไม่
ถัดมาที่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเวลานี้รัฐบาลส่งสัญญาณเดินหน้าเอาจริงในหลายส่วน ที่ใกล้จะเห็นความชัดเจน เริ่มตั้งแต่คำสั่งตามมาตรา 44 ฉบับที่ 7 ที่พุ่งเป้าเข้าไปสะสางปัญหาเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในคณะกรรมการคุรุสภา
ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนในหลายส่วนและอยู่ในกระบวนการพิจารณาเอาผิดการให้น้ำหนักเข้ามาสะสางปัญหาและเคลียร์อุปสรรคต่างๆ ย่อมทำให้กระบวนการเอาผิดขับเคลื่อนได้คล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น
ที่สำคัญยังเป็นการส่งส้ญญาณประกาศเอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในแต่ละส่วนราชการสอดรับกับที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กำลังเดินเครื่องเอาผิดข้าราชการ 100 คน ที่พัวพันการทุจริตตั้งแต่ปี 2556-2557
ยังไม่รวมกับคดีล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติอายัดทรัพย์สินกว่า 40 ล้าน ของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฐานร่ำรวยผิดปกติ และมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายโอนซุกซ่อนขุมทรัพย์
แต่ละกรณีล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่หากทำได้สำเร็จย่อมจะกลายเป็นผลงานชิ้นใหญ่ที่ช่วยกู้คืนความเชื่อมั่นของ คสช.ให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ยิ่งในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่รู้ว่ากลไกต่างๆจะเดินหน้าไปจนสุดกระบวนการตามโรดแมปได้หรือไม่
การเพิ่มต้นทุนความเชื่อมั่น หรือเรียกคะแนนนิยมให้เพิ่มมากขึ้น ย่อมช่วยประคับประคองให้การบริหารงานนับจากนี้เดินไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น
ยังไม่รวมกับหากเกิดปัญหาจนทำให้กระบวนการ “ปฏิรูป” ต้องสะดุด อาทิ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช.หรือสถานการณ์ยังไม่เอื้อให้เกิดการเลือกตั้ง จนทำให้ คสช.ต้องยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก
แม้จะสวนทางกับความรู้สึกของสังคม แต่หากผลงานที่่เข้าตาและเห็นว่าการคงอยู่ของ คสช.ยังมีประโยชน์นั่นย่อมทำให้แรงต้านลดลงไป ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งอาจไม่เกิดตามโรดแมป







