
แก้กม.กองทุนหมู่บ้าน จัดการหนี้ครัวเรือน
จากการที่รัฐบาลและกระทรวงการคลัง สั่งเดินหน้าโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 รวมถึงการสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน ปล่อยกู้เพิ่มอีก 4 หมื่นล้านบาท หวังใช้เป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เป็นต้นตอของสาเหตุ เนื่องจากปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านฯ มีอยู่ 7.92 หมื่นแห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2.07 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากเงินประเดิมก้อนแรกปี 2544 สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ ละ 1 ล้านบาท เป็นเงินราว 7 หมื่นล้านบาท
จากการที่รัฐบาลและกระทรวงการคลัง สั่งเดินหน้าโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 รวมถึงการสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน ปล่อยกู้เพิ่มอีก 4 หมื่นล้านบาท หวังใช้เป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เป็นต้นตอของสาเหตุ เนื่องจากปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านฯ มีอยู่ 7.92 หมื่นแห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2.07 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากเงินประเดิมก้อนแรกปี 2544 สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ ละ 1 ล้านบาท เป็นเงินราว 7 หมื่นล้านบาท
ต่อมาในปี 2547 มีโครงการเติมทุนหมู่บ้านที่ได้รับการจัดอันดับ 3A อีกแห่งละ 1 แสนบาท จำนวน 2.5 หมื่นกองทุน เป็นเงินราว 2,500 ล้านบาท จนมาในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สั่งเติมทุนหมู่บ้านขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แห่งละ 2, 4, 6 แสนบาท รวมเป็นเงินอีก 2 หมื่นล้านบาท และล่าสุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ สั่งกดปุ่มใส่เงินเพิ่มทุนระยะที่ 3 อีกแห่งละ 1 ล้านบาท ที่ผ่านมาอนุมัติจ่ายเงินให้หมู่บ้านเกรดเอและบีไปแล้ว 5.98 หมื่นแห่ง คงเหลือกองทุนหมู่บ้านเกรดซีและดี อีก 1 หมื่นแห่ง ที่อยู่ระหว่างการประเมินว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์หรือไม่
ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลัง สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. เห็นควรให้เสริมความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้านฯ ที่เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2544 หรือ 14 ปีที่ผ่านมา ใน 3 เรื่อง คือ 1.การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ โดยให้มีการตั้งคณะทำงานฝ่ายกฎหมายขึ้นเพื่อพิจารณาปรับปรุง พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านฯ และระเบียบ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านฯ มีความมั่นคงมากขึ้น มีสาระสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกระดับกองทุนหมู่บ้านฯ เป็นสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง การปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ในเรื่ององค์ประกอบ คุณสมบัติ และหลักเกณฑ์การคัดเลือกคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ไม่ให้มีการตั้งเครือญาติเป็นกรรมการ และปล่อยกู้ในเครือญาติกันเอง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องร้องอันดับต้นๆ การปรับปรุงระเบียบการกู้ยืม แบบของสัญญาเงินกู้ยืมและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืม การให้มีหลักเกณฑ์การค้ำประกันการกู้ยืมที่รัดกุมยิ่งขึ้น การสนับสนุนใช้หลักประกันอื่นนอกเหนือจากบุคคลค้ำประกัน การกำหนดรูปแบบและเกณฑ์การกันเงินสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกำไร ซึ่งที่ผ่านมากองทุนหมู่บ้านฯ เกรดเอและบี จะมีการสำรองเงินราว 10% ของดอกผลเก็บไว้ จึงเห็นควรให้มีการสร้างระเบียบมารองรับ เพื่อให้ทุกกองทุนมีการตั้งสำรองเพื่อเก็บไว้เป็นเงินยามฉุกเฉิน
2.การปรับปรุงดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านฯ เช่น การพัฒนาระบบบัญชีและระบบการบริหารจัดการเงินของกองทุนหมู่บ้านฯ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การจดทะเบียนกองทุนหมู่บ้านฯ ให้เป็นนิติบุคคลให้ครบทุกแห่ง การให้ความรู้ทางการเงินแก่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ และสมาชิกเป็นเกณฑ์การรับการสนับสนุนเงินทุนในอนาคต เป็นต้น
3.การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่กองทุนหมู่บ้านฯ ในปีนี้แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การเพิ่มทุนระยะที่ 3 ให้หมู่บ้านที่เหลือ 1 หมื่นแห่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเกรดซีและดี โดยให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. เป็นพี่เลี้ยงดูแลกองทุนหมู่บ้านฯ กลุ่มนี้
นอกจากนี้ ยังขอให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ต่อยอดแก่กองทุนหมู่บ้านฯ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งทีละ 2 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับการประเมินศักยภาพในระดับดีมาก คือระดับเอและบี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 5.98 หมื่นแห่ง ให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. สนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวม 4 หมื่นล้านบาท หรือธนาคารละ 2 หมื่นล้านบาท โดยมีระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านฯ กู้ยืมเป็นเงินทุนต่อยอด สำหรับให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อการลงทุน การสร้างรายได้ การใช้จ่ายยามจำเป็นฉุกเฉิน การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ต่อปี และมีระยะเวลาการกู้ยืมไม่เกิน 5 ปี โดยเปิดให้กองทุนหมู่บ้านฯ คิดดอกเบี้ยกับสมาชิกได้ไม่เกิน 10% ต่อปี
นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ สทบ. กล่าวว่า การปล่อยกู้ต่อยอดครั้งก่อน เป็นเพียงการปล่อยกู้เพื่อให้สมาชิกไปปล่อยกู้ต่อกันเอง แต่หากรอบนี้สถาบันการเงิน คือ ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. มีการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการให้นำเงินไปทำอะไร เช่น ปล่อยกู้เพื่อแก้หนี้นอกระบบ หรือปล่อยกู้เพื่อซื้อปุ๋ย ก็จะทำให้เงินที่กู้ไปได้ใช้ไปถูกที่ถูกทางมากขึ้น
สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านฯ จะคิดกับสมาชิก จะมีวิธีการพิจารณาคิดดอกเบี้ย เช่น บางหมู่บ้านนำเอาโครงการธนาคารความดี ที่มีการจดบันทึกในเรื่องต่างๆ ใครเลิกเหล้าได้ตามข้อตกลง ก็จะได้ลดดอกเบี้ยจาก 10% เหลือ 8% หรืออย่างต่ำก็เหลือ 6% ซึ่งจะเป็นกลไกในการสร้างความดีให้เกิดขึ้นในสังคมได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบปฏิบัติในภาพใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านฯ เมื่อทำควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิการใช้จ่ายเงินที่หมุนเวียนในโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ เชื่อว่าการปฏิรูปโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ รอบนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ และสามารถลดเรื่องภาระหนี้ครัวเรือนที่เป็นต้นตอของสาเหตุได้
ขณะที่ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่า จากผลการประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ แม้จะพบว่ามีหนี้เสียค่อนข้างต่ำและเป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน แต่การให้สินเชื่ออย่างเดียวลดความยากจนไม่ได้
ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม ถ้ามีหนี้ก็ต้องลดรายจ่าย และต้องให้ความรู้ทางด้านบัญชีและการเงิน รวมถึงการพัฒนาด้านการทำอาชีพเสริม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำอาชีพหลักคือเกษตรกรรม จะถือเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด







