
สปช.งัด4 ปมเฉือนคมรธน.
โดย...เจษฎา จี้สละ
โดย...เจษฎา จี้สละ
ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วันที่ 20 เม.ย. จะมีการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำเสร็จแล้ว โดยในชั้นนี้จะเป็นการท้วงติง เสนอแนะ ให้มีการปรับแก้ใหม่ และหัวหอกในการชำแหละครั้งนี้ ต้องจับตามองไปที่การอภิปรายของขุนพลจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง ที่มี “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” เป็นประธาน ที่ประกาศค้านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ในมือ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธาน กมธ.ยกร่างฯ
งานนี้เพื่อความรอบคอบ “สมบัติ” นัดประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมืองวานนี้รอบสุดท้าย นัยว่าเป็น “ลับคมมีด” ไว้เฉือนร่างรัฐธรรมนูญถึง 4 ประเด็น ดังนี้
1.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่อาจทำให้เกิดรัฐบาลแบบผสมที่ไร้ความเข้มแข็ง และอาจทำให้เกิด “พรรคพันธมิตร” เช่น พรรคเอได้ สส.แบบเขตในภาคหนึ่งจำนวนมาก จนไม่เหลือโควตาให้กับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้บุคคลที่มีชื่อเสียงของพรรคเอ เลือกจับมือกับพรรคพันธมิตรขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกเป็น สส. ส่งผลให้พรรคการเมืองทั้งสองพรรคได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น
2.การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือกลำดับของ สส.บัญชีรายชื่อ กระตุ้นให้เกิดการซื้อเสียงมากยิ่งขึ้น เพราะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จะต้องซื้อเสียงเพื่อให้ตัวเองได้ลำดับที่ดีในบัญชีรายชื่อของพรรค
3.การบัญญัติให้รัฐบาลกำหนดกฎหมายในสมัยประชุมได้ไม่เกิน 1 ฉบับ ซึ่งหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใน 48 ชั่วโมง กฎหมายดังกล่าวจะผ่านโดยอัตโนมัติ หรือหากฝ่ายค้านอภิปรายแพ้ กฎหมายนั้นจะผ่านโดยไม่มีการแก้ไข หลักการนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นกฎหมายร้ายแรง เช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีโอกาสผ่านได้โดยไม่มีการแก้ไขตามหลักการนี้
4.ที่มาของนายกรัฐมนตรี กรณี สส.ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันเปิดประชุม ประธานสภาสามารถนำรายชื่อของผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดลำดับแรกทูลเกล้าฯ ถวายแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซึ่งไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่ากรณีของ “นายกฯ คนนอก” จะใช้หลักการเดียวกันหรือไม่ เพราะหากใช้หลักการเดียวกันจะเท่ากับว่าเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่เป็น สส.สามารถเป็นนายกฯ ได้ตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนของสภาอย่างน้อย 2 ใน 3 ดังที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้บัญญัติไว้
นอกจากนั้น ที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมือง ยังเสนอให้ประธาน สปช.ขยายเวลาในการอภิปราย ซึ่งอาจจะเลิกประชุมในเวลา 23.00 น. หรือ 24.00 น. จากเดิมที่กำหนดไว้เวลา 21.00 น. เพื่อให้ สปช.อภิปรายเต็มที่







