
เปิดปมรธน.รอขึ้นเขียงสปช.
ใกล้ถึงเวลาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
โดย...เจษฏา จี้สละ
ใกล้ถึงเวลาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้กับ สปช. อย่างเป็นทางการไปแล้ว ขณะที่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญยังมีประเด็นร้อนซ่อนปมที่บรรดา สปช.จ่อคิวอภิปราย ดังนี้
ประเดิมด้วยเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เหล่า สปช.ยังมีข้อกังขา แม้ก่อนหน้านี้คณะ กมธ. ยกร่างฯ จะยอมอ่อนข้อต่อคำเรียกร้องของสังคม จากเดิมที่กำหนดให้นายกฯ ที่มาจาก สส.จะต้องได้รับเสียงจาก สส.เกินกึ่งหนึ่งของสภาเท่านั้น กระทั่งต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จึงได้บัญญัติเพิ่มเติมสาระสำคัญในส่วนของ “นายกฯ คนนอก” โดยจะต้องอาศัยเสียงของ สส.อย่างน้อย 2 ใน 3 ของสภา จึงจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งในสถานการณ์วิกฤตได้ เพื่อสร้างความชัดเจนในที่มาของนายกฯ คนนอกมากยิ่งขึ้น ทว่าเสียงครหาถึงความไม่เหมาะสมในมาตราดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรง จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกหยิบยกมาอภิปรายอย่างแน่นอน
ตามติดด้วยประเด็นร้อนเรื่องที่มาของ สว. ที่ล่าสุดคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ปรับแก้ให้ สว.มีที่มาจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน โดยจะมีคณะกรรมการสรรหาในแต่ละจังหวัด เพื่อคัดกรองผู้สมัคร สว.ให้เหลือจังหวัดละ 10 คน ก่อนให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเลือก จนกลายเป็นวาทกรรมหยาบหยันเหล่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ว่าออกแบบระบบ “ลากตั้งก่อนเลือก” 2.สว.ที่มาจากการเลือกตั้งกันเองของอดีตข้าราชการพลเรือน อดีตข้าราชการทหาร และผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง รวมถึงผู้แทนองค์กรด้านการเกษตร แรงงาน วิชาการ ชุมชน และท้องถิ่น โดยโควตาในส่วนนี้มีจำนวน 65 คน และ 3.สว.มาจากการสรรหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 58 คน อย่างไรก็ตามกระบวนการได้มาซึ่ง สว.ทั้งสามส่วน ยังถูกโจมตีจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสมาชิก สปช.ที่เป็นอดีต สว.มาก่อน ว่าการคัดเลือกผู้สมัคร สว.ก่อนให้ประชาชนเลือกนั้น เป็นการดูถูกประชาชน ขณะที่การเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ คัดเลือกกันเอง กอปรกับอีกส่วนหนึ่งที่มาจากการสรรหา เป็นวิธีการผูกขาดอำนาจที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
นอกจากนั้นแล้ว อำนาจหน้าที่ของ สว.ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ บัญญัติให้มีหน้าที่ตรวจสอบประวัติของคณะรัฐมนตรีก่อนส่งให้นายกฯ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แม้จะไม่ใช่การให้อำนาจ สว.ในการลงมติว่าบุคคลใดเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่อาจกลายเป็นการใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายบริหาร ขณะที่ สว. ยังมีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอาศัยเสียงอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการถอดถอนนักการเมือง จนสังคมตั้งคำถามถึงหลักการดังกล่าวว่า สว.ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สมควรที่จะมีอำนาจถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่
ทั้งนี้ การออกแบบโครงสร้างและกลไกในระบบเลือกตั้งยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ สปช. เล็งอภิปรายในครั้งนี้ โดยเฉพาะจุดอ่อนของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่ไม่สามารถแก้ไขรากเหง้าของการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการซื้อสิทธิขายเสียงในสังคมไทย และไม่ตอบโจทย์วิกฤตการเมืองที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังส่งผลให้พรรคการเมืองอ่อนแอ นอกจากนั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ (Open List) ซึ่งจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
อีกหนึ่งประเด็นปมร้อนที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังคงอำนาจในการวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) เท่านั้น ส่วนอำนาจในการวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี มอบให้เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา รวมถึงการตัดอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ให้เป็นหน้าที่ของ “คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง” หรือ “กจต.” แทน กกต. ที่รับผิดชอบอยู่เดิม นอกจากนั้นการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เข้ากับผู้ตรวจการแผ่นดินยังเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่จะต้องมีการอภิปรายกันอย่างเผ็ดร้อน พิจารณาจากเสียงของ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” จากทั้งสององค์กร คงต้องมีเสียงคัดค้านการควบรวมครั้งนี้ผ่านตัวแทน สปช.เป็นแน่
ขณะที่อำนาจองค์กรอิสระเดิมถูกลดทอนลงไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับสถาปนาองค์กรใหม่ขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ที่ถูกครหาว่าเป็นการเปิดช่องให้ สปช.ได้สืบทอดอำนาจ แม้หลักการในเบื้องต้นจะเอื้อประโยชน์กับ สปช.เอง แต่เชื่อได้ว่า สปช.บางส่วนจะไม่ยอมปล่อยผ่านประเด็นนี้ เพราะจะต้องมีวางกลไกขององค์กรดังกล่าวอย่างชัดเจน ไม่ให้เป็นตราบาปติดตัว สปช. นอกจากนั้นแล้วยังมีการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จะให้องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมนักการเมือง รวมถึงมีอำนาจในการส่งชื่อให้ กกต.จัดทำประชามติเพื่อถอดถอนนักการเมืองที่กระทำผิดจริยธรรม (Impeachment List) อีกด้วย







