
กลิน เดวีส์ ฟันเฟืองกระชับ สัมพันธ์ไทย-สหรัฐ
สปอตไลต์ส่องมายัง กลิน เดวีส์ ทันที่ปรากฏเป็นข่าวถูกวางตัวให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สปอตไลต์ส่องมายัง กลิน เดวีส์ ทันที่ปรากฏเป็นข่าวถูกวางตัวให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย พร้อมคำถามที่ตามมาอีกมากมายว่า เขาเป็นใครมาจากไหน มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร และที่สำคัญ เป็นการส่งสัญญาณจากประเทศมหาอำนาจใดๆ หรือไม่
ต้องยอมรับว่าสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ สั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนมาตรการให้ความช่วยเหลือต่างๆ พานกระทบถึงการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์
ต่อเนื่องด้วยท่าทีของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ที่พูดจาทำนองประหนึ่งส่งสัญญาณแทรกแซงการเมืองไทย ระหว่างการยกคณะเยือนประเทศไทย จนกระทรวงการต่างประเทศต้องเชิญ แพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐ เข้าหารือเป็นการพิเศษ
บรรยากาศฉุดให้เกิดความกระอักกระอ่วนมากยิ่งขึ้น เพราะแม้ คริสตี เคนนีย์ จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งไปหลายเดือน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าทางสหรัฐจะส่งใครมาทำหน้าที่นี้
เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นไปตามมาตรการตอบโต้การรัฐประหารที่เกิดขึ้น จนเป็นห่วงว่าความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศจะร้าวหนักลงไป
ยิ่งระยะหลังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณเดินหน้าสานสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย เพื่อคานอำนาจสหรัฐ
การวางตัว กลิน เดวีส์ มาเป็นเอกอัครราชทูตคนใหม่ จึงถูกมองว่าเป็นเพราะสหรัฐไม่อาจปล่อยให้จีนและรัสเซียเข้ามาเบียดแทนที่ และอาจฉกฉวยความได้เปรียบในอนาคตข้างหน้า
ทว่า ในสายตา กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ มองว่า กระบวนการคัดเลือกเอกอัครราชทูตแทนตำแหน่งที่ว่าง 5-6 เดือน อีกทั้งยังส่งมาให้ ครม.ไทยให้ความเห็นชอบด้วยนั้น ถือเป็นระยะเวลาตามกรอบปกติ เพราะบางแห่งสหรัฐไม่ส่งเอกอัครราชทูตไปประจำเป็นเวลา 1-2 ปี
ที่สำคัญ หากดูประวัติจะเห็นว่าสหรัฐส่งคนไม่ธรรมดามาเป็นเอกอัครราชทูต ทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับเอเชียแปซิฟิก เป็นผู้ชำนาญการด้าน การทูต พลังงานนิวเคลียร์ เจนจัดการเจรจาเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นเกียรติกับประเทศไทยที่เขาให้ความสำคัญส่งคนเก่งเข้ามา
กษิต วิเคราะห์ว่า ที่หลายคนไปคิดว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจจีน รัสเซีย นั้นเป็นการคิดเองเออเอง เพราะสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังมีต่อเนื่อง เห็นได้จากการต่อสู้อาชญากรรมข้ามชาติ การฝึกซ้อมรบเป็นประจำการค้าขายปกติ เขามีปัญหากับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ได้มีปัญหากับประเทศไทย ต้องแยกออกจากกันให้ชัด
“มีเรื่องเดียวที่ไม่ปกติ คือ วันนี้เรามีรัฐบาลที่มาจากปฏิวัติรัฐประหาร เขาก็ต้องลดระดับความสัมพันธ์ เขาไม่ข้องแวะ ไม่ไปมาหาสู่ในระดับสูง แต่เจอกันจับมือกันแต่ไม่นั่งจับเข่าคุยกัน เขาไม่เห็นด้วยกับ
การถดถอยของประชาธิปไตย หรือแก้ปัญหาด้วยการใช้ทหารเข้ามาขัดตาทัพหรือแทรกแซง ประเด็นไม่อยู่ที่สหรัฐ ประเด็นอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ คสช. ว่าเมื่อไหร่จะคืนอำนาจให้ประชาชน การที่เขาตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลก็เป็นเรื่องธรรมดา เราก็ไม่ต้องร้องแรกแหกกระเชอ ไม่ต้องเดือดร้อน คนที่เดือดร้อน คือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เท่านั้น”
ดังนั้น การที่ส่งคนเก่งเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทยอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่รัฐบาลเข้าสู่สภาวะปกติแล้วมีอีกหลายเรื่องต้องเข้าไปดำเนินการกระชับสัมพันธ์อีกหลายเรื่อง
“เราไม่ใช่เด็กอมมือว่าวันนี้พอไม่ได้ไอติมจากสหรัฐ แล้วจะไปขอก๋วยเตี๋ยว ไปขอคาเวียร์ จากจีน จากรัสเซีย เราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราต้องทำตัวให้เนี้ยบ ประชดประชันเราจะได้อะไร ในเมื่อจีนกับรัสเซียเขาไม่ได้เป็นพันธมิตรกับเรา แต่อเมริกาเป็น มีสนธิสัญญา ร่วมรักร่วมรบมานาน เขาไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ชอบประเทศไทย และคุณประยุทธ์ไม่มีหน้าที่ ไม่มีสิทธิเอาไทยไปใส่ในบุ้งกี๋เดียวกับจีน หรือรัสเซีย มันก็ยังต้องดำเนินความสัมพันธ์กับอเมริกาต่อไป คิดดูลึกๆ แล้วรัสเซียไม่มีอะไรจะให้เรามากกว่ามาเฟียและอาวุธ”
แต่อีกด้านหนึ่ง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีต รมว.ต่างประเทศ เจ้าของฉายาซีไอเอเมืองไทย มองว่า การขยับของสหรัฐรอบนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ไทยส่งสัญญาณผูกมิตรกับจีน และรัสเซีย ทำให้เขาฉุกคิดว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้อาจกระทบไปถึงผลประโยชน์ในวันข้างหน้า
น.ต.ประสงค์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาทูตคริสตีถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและคล้ายจะเอื้อประโยชน์ให้กับระบอบทักษิณ เมื่อมีรัฐประหาร ระบอบทักษิณโค่นล้ม ก็อาจทำให้สหรัฐต้องคิดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางพลังงานในอนาคต
น.ต.ประสงค์ มองว่า เราต้องคำนึงถึงความเป็นมิตรร่วมกันมาเกือบ 200 ปี ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูล จะมีหยุดชะงักชั่วคราวเพราะการเมืองภายในแต่ละประเทศ ซึ่งขอให้แต่ละฝ่ายมองเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมอเมริกาทุกอย่าง
“แต่มิตรที่ดีนั้นต้องระมัดระวังกับการคบหาประเทศต่างๆ ซึ่งต้องอยู่บนผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน หากฝ่ายเราก็ดี ฝ่ายเขาก็ดี อยู่บนพื้นฐานด้วยกันสองฝ่าย คบกันยืด”
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รอพิสูจน์ฝีมือ กลิน เดวีส์ กับภาระหน้าที่ที่จะต้องเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญกระชับสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐให้กลับมาแนบแน่น ทั้งเฉพาะหน้าและในระยะยาว หลังบรรยากาศบ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติ







