posttoday
นาโนไฟแนนซ์ ทางออกหนี้นอกระบบ?

นาโนไฟแนนซ์ ทางออกหนี้นอกระบบ?

17 เมษายน 2558

ในปี 2557 จำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายมีสูงถึง 8 ล้าน ครัวเรือน

โดย...ปิยากร ชลวร / ภคณี พงศ์พิโรดม

ในปี 2557 จำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายมีสูงถึง 8 ล้าน ครัวเรือน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีหนี้นอกระบบสูง 6 แสน-1.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จึงออกมาตรการเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น จะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับคุณลักษณะของกลุ่มลูกหนี้ เช่น ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ เป็นต้น

ผู้ที่ประสงค์จะขอสินเชื่อกู้ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน ส่วนผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินรวมทั้งสิ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E ratio) ไม่เกิน 7 เท่า

หากพิจารณาความต้องการขอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์น่าจะมาจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ และ 2) กลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ในระบบสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สำหรับกลุ่มแรก กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ อีไอซีคาดว่าลูกหนี้ในกลุ่มนี้จะเข้ามาอยู่ในโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ประมาณ 0.5-1% ของปริมาณหนี้นอกระบบทั้งหมด หรือประมาณ 2.5-5 หมื่นล้านบาท

สาเหตุสำคัญที่มองว่าสัดส่วนของหนี้นอกระบบที่จะเข้ามาในระบบมีไม่มากนัก คือ กลุ่มลูกหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นอกระบบ เนื่องจากมีความคุ้นเคยกันทำให้สามารถกู้ยืมเงินได้ง่าย และไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนกับการกู้ยืมเงินในระบบ แม้จะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่เลือกที่จะเข้ามากู้ในระบบ แต่หากเป็นเพียงการกู้เงินเพื่อที่จะนำไปใช้ชำระหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียว แทนที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ สุดท้ายเงินที่ได้มาก็จะหมดไป และต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบอีกครั้ง

สำหรับกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน แต่จัดอยู่ในชั้นสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention : SM) คือ ลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการเงินเพื่อนำไปใช้ในการหมุนหนี้ที่ตนมีอยู่ในระบบเพื่อไม่ให้เสียเครดิตบูโร จนไม่สามารถที่จะกู้ยืมจากสถาบันการเงินในระบบได้อีก ปัจจุบันยอดหนี้ของลูกหนี้ที่จัดอยู่ในชั้นนี้ มียอดสินเชื่อ ณ ปลายปี 2557 ราว 3.27 หมื่นล้านบาท

ลูกหนี้กลุ่มนี้จะเข้ามาอยู่ในโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นราว 30% ของปริมาณสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ โดยลูกหนี้กลุ่มนี้น่าจะเข้ามาขอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์แทนการไปกู้นอกระบบ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนาโนไฟแนนซ์สูงสุดที่ 36% ต่อปีนั้น ถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบมาก

เนื่องจากหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แม้มาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะสามารถเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีเงื่อนไขที่จะบรรลุผลอยู่พอสมควร อีไอซีมองว่าการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ยังต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาให้บริการ ซึ่งจะทำให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เกิดในอัตราที่ไม่สูงนักเนื่องจาก

1) จากผู้ประกอบการหลายรายที่ได้แสดงความสนใจยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จาก ธปท. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก และผู้ประกอบการต่างตระหนักว่าการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว มีความเสี่ยงสูงที่ผู้กู้จะผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงของตน คาดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการมีความคุ้นเคยอยู่แล้วมากกว่า ก่อนจะเริ่มขยายการปล่อยสินเชื่อไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่

2) ผู้ประกอบการไม่มีความคุ้นเคยกับลูกหนี้ รวมถึงไม่มีช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกหนี้ได้กว้างขวางเหมือนกับเจ้าหนี้นอกระบบ

3) มาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ แม้จะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่น แต่สินเชื่อดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่มากจากการที่ไม่มีหลักประกันการกู้ยืมให้กับผู้ปล่อยกู้ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ประกอบการน่าจะมีวิธีการพิจารณาการให้สินเชื่อโดยตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้การเข้าถึงสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ของประชาชนยังเป็นไปได้ยากอยู่ดี

ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งสาม จะเห็นว่าการเคลื่อนย้ายของหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบนั้นคงเป็นไปอย่างช้าๆ ทั้งนี้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม เช่น การส่งเสริมความรู้ในเรื่องการออมและการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ถูกต้องให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การติดตามแก้ไขพฤติกรรมลูกหนี้หลังจากได้รับความช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง และที่สำคัญคือ การส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา