
6 เดือนผ่านไป ยังแก้ปัญหาศก.ไม่สำเร็จ
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แจงว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การส่งออกของประเทศ โดยหอการค้าได้ทำแบบวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตไว้ 3 กรณี โดยมีกรณีฐานที่การส่งออกโต 0.4% จีดีพีขยายตัว 3.2% กรณีแรก หากการส่งออกไม่ขยายตัว จะทำให้จีดีพีขยายตัว 2.9% กรณีที่สอง หากการส่งออกโตต่ำกว่าที่คาดการณ์มาก หรือติดลบ 1% จะทำให้จีดีพีขยายตัว 1.9% และกรณีที่สาม หากการส่งออกโตสูงกว่าที่คาดการณ์ 1.5% จะทำให้จีดีพีขยายตัว 4.1%“การส่งออกปีนี้ ถือว่ามีโอกาสฟื้นตัวยาก เพราะมีการปรับลดปริมาณการค้าของโลกจาก 5% เหลือ 3.7% และการขยายตัวจีดีพีโลกจาก 4% เหลือ 3.5% ขณะเดียวกันตลาดสำคัญทั้งจีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลไทย” ธนวรรธน์ กล่าว
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แจงว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การส่งออกของประเทศ โดยหอการค้าได้ทำแบบวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตไว้ 3 กรณี โดยมีกรณีฐานที่การส่งออกโต 0.4% จีดีพีขยายตัว 3.2% กรณีแรก หากการส่งออกไม่ขยายตัว จะทำให้จีดีพีขยายตัว 2.9% กรณีที่สอง หากการส่งออกโตต่ำกว่าที่คาดการณ์มาก หรือติดลบ 1% จะทำให้จีดีพีขยายตัว 1.9% และกรณีที่สาม หากการส่งออกโตสูงกว่าที่คาดการณ์ 1.5% จะทำให้จีดีพีขยายตัว 4.1%“การส่งออกปีนี้ ถือว่ามีโอกาสฟื้นตัวยาก เพราะมีการปรับลดปริมาณการค้าของโลกจาก 5% เหลือ 3.7% และการขยายตัวจีดีพีโลกจาก 4% เหลือ 3.5% ขณะเดียวกันตลาดสำคัญทั้งจีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลไทย” ธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากใช้เวลาอีก 6 เดือนจากนี้ คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะดีขึ้น ประเมินจากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางดี โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ซึ่งภาคธุรกิจคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4
สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการในปัจจุบันมากที่สุด ได้แก่ การสร้างรายได้ กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของไทย เพื่อกระตุ้นการส่งออก สร้างบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศ กระตุ้นการท่องเที่ยว ลดปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และดูแลการส่งออก ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
ด้าน วชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลการวิจัยทางธุรกิจ เรื่อง “สถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจไทย ไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2558” พบว่าผู้ประกอบการ 39% เห็นว่ายอดขายลดลง เมื่อเทียบกับ 3 เดือนที่ผ่านมา 40.2% ตอบว่ายอดคำสั่งซื้อลดลง 36.3% ตอบว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ปัญหาที่ธุรกิจต้องเจอสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ด้านการเงิน รองลงมาด้านภาษี การตลาด บุคลากร และด้านเทคนิคการผลิต นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 30.4% ตอบว่าธุรกิจจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558 โดยจำนวน 28.8% ตอบว่าฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4
ธนวรรธน์ ยังกล่าวว่า การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล 6 เดือน รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ แต่หากให้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 12 เดือน น่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ
ทั้งนี้ ตามแผนการที่รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั้น ในส่วนของความมั่นคง ถือว่าสอบผ่าน เพราะในปัจจุบันอัตราการว่างงานต่ำ ไม่ขาดดุลทางการค้า เงินเฟ้ออยู่ในอัตราไม่สูง รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้น ขณะที่ความมั่งคั่ง ถือว่ายังไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากคนยังไม่มีเงินทองในกระเป๋า แรงงานไม่มีค่าแรงเพิ่มขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยไม่เดินหน้า
ขณะที่ผลการสำรวจคะแนนความพึงพอใจด้านสังคมได้คะแนน 8.2 คะแนน เต็ม 10 คะแนน ด้านเศรษฐกิจได้ 8.1 คะแนน และด้านการเมืองได้ 8.7 คะแนน ส่วนการให้คะแนนผลการดำเนินงานด้านสังคมได้ 4.8 คะแนน ด้านเศรษฐกิจได้ 4.5 คะแนน และด้านการเมืองได้ 5.2 คะแนน
สำหรับการประเมินผล 5 นโยบายเร่งด่วน 1.การแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระโครงการรับจำนำข้าว ได้คะแนนผลการดำเนินงาน 6.2 คะแนน 2.การขอใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมได้ 5.1 คะแนน 3.การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 ที่ค้างอยู่ได้ 4.7 คะแนน 4.การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ 4.5 คะแนน และ 5.เร่งทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ได้ 6.7 คะแนน
ด้าน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า สศช.ยังประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ 3.5-4% เนื่องจากในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ การลงทุนของรัฐและเอกชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2558 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 3%
การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีสัญญาณสนับสนุนที่ดีขึ้นในหลายส่วน ทั้งจากการลงทุนภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ ทั้งโครงการด้านการคมนาคมขนส่งทางถนนและทางราง และโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าให้ ครม.เศรษฐกิจรับทราบทุกสัปดาห์
ขณะที่ในส่วนของโครงการสร้างและปรับปรุงถนน ครม.จะมีการอนุมัติเงินกู้เพิ่มเติมอีก 4 หมื่นล้านบาท สำหรับซ่อมถนนในเส้นทางถนนสายรองและสายหลักที่ทรุดโทรมทั่วประเทศ คาดว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมถนนกว่า 55% จะทำสัญญาได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนด และจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 12 เดือน ซึ่งโครงการเกี่ยวกับถนนถือว่าเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็วที่สุด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2557 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีและขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสที่ผ่านมา โดยสัญญาณเศรษฐกิจต่างๆ ฟื้นตัวขึ้นชัดเจน เช่น การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการซ่อมแซมอาคาร โรงเรียน และสถานพยาบาลต่างๆ วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ก็มีการเร่งรัดเบิกจ่ายไปได้แล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และจะสามารถเบิกจ่ายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนต่อๆ ไป ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยเศรษฐกิจในฐานรากให้เกิดการบริโภคเพิ่มเติมได้
ส่วนการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวและเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ ก็น่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของจีนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 รวมทั้งมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไม่ถดถอยไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็จะช่วยการส่งออกให้ดีขึ้น
“ในปีใดที่การส่งออกไม่ดีเศรษฐกิจก็จะหนืด ต้องเอาตัวอื่นมาช่วยพยุง ซึ่งตอนนี้การท่องเที่ยวกับการลงทุนภาครัฐก็เข้ามาช่วยอยู่ ส่วนเรื่องเงินฝืดในเศรษฐกิจไทยยังไม่มี มีแต่คิดกันไปเอง แต่ต้นทุนที่ลดลงต่ำมากคือ ต้นทุนลดต่ำลงจริงๆ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งเราไม่เคยเจอภาวะแบบนี้มานานแล้ว” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว







