
คาร์บอมบ์การเมือง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
การก่อความรุนแรงโดยการลอบวางระเบิดโดยฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช. ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกินคาด แต่อยู่ๆ ก็เกิดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ที่จอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นสิ่งที่
ไม่คาดคิดมาก่อน และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดไฟไหม้สหกรณ์โค-อ๊อปของ สุเทพเทือกสุบรรณ ในคืนวันเดียวกัน จึงตามมาด้วยคำถามที่ว่า (1) เป็นเรื่องการเมือง (2) เป็นการขัดแย้งทางธุรกิจ (3) เป็นเรื่องของกลุ่มก่อการร้าย 3 จชต. ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากรอคำตอบจากเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังเร่งรวบรวมหลักฐาน ในชั้นต้นฝ่ายทหารค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม
เสียอำนาจ
ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รู้ข่าวจากสื่อมวลชนพอๆ กับคนทั่วไป ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลลับของทางราชการแต่อย่างใด จะลองวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่คำตอบที่ว่าใครหรือกลุ่มใดน่าจะอยู่เบื้องหลังคาร์บอมบ์ที่เกาะสมุย โดยมีคำถามที่ต้องหาคำตอบ 3 ประการ คือ (1) ทำไมจึงเกิดขึ้นในเวลานี้ (2) ทำไมจึงเกิดขึ้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี (3) ใครได้ใครเสียจากเหตุการณ์ครั้งนี้ (4) เปรียบเทียบกับเหตุการณ์เดียวกันหรือคล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นในอดีต
เดือน เม.ย. เป็นวันครบรอบวันเริ่มก่อการจลาจลในปี 2553 ที่กลุ่ม นปช.เสื้อแดงพยายามขอจัดทำบุญรำลึกถึงวันดังกล่าว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์แล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นวันสงกรานต์ซึ่งรู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก และมีชาวต่างประเทศมาเที่ยวมากมาย ใครทำในช่วงนี้ก็ได้สองต่อ
ความจริงทำที่อื่นก็ได้ แต่ทำไมไปทำที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และหากไฟไหม้ที่สหกรณ์โค-อ๊อปเกี่ยวโยงเข้าด้วยกัน ใครก็รู้ว่านี่เป็นพื้นที่อิทธิพลทางการเมืองของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำ กปปส. ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกทหารยึดอำนาจ เท่ากับเป็นการหยามหน้ากันถึงในบ้านเลย
นอกจากนั้น ที่เกาะสมุยไม่เคยเกิดเหตุร้ายแบบนี้มาก่อน ระบบ รปภ.ไม่เข้มงวดนักแต่ถ้าไปทำที่ กทม. หรือที่เกาะภูเก็ต ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมากมายเหมือนกัน แต่สองแห่งนี้มีการ รปภ.เข้มงวดมาก และเคยจับกุมผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พยายามไปวางระเบิดที่ภูเก็ตมาแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการนี้โดยตรงคือรัฐบาล ที่ดูแลด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยทั่วประเทศ กระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการนี้คือฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล สำหรับเอกชนนั้นแม้ว่าจะมีการขัดผลประโยชน์กัน แต่ไม่เคยมีเอกชนที่แก้แค้นกันถึงกับการใช้ระเบิดคาร์บอมบ์เช่นนี้ อีกทั้งเอกชนใจไม่ถึงพอเพราะกลัวตำรวจสาวมาถึง
เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า “ซิกเนเจอร์” ของระเบิดเป็นแบบเดียวกับกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จชต. แต่กลุ่มก่อความไม่สงบไม่เคยปฏิบัติการนอกพื้นที่ เพราะเกินเป้าหมายที่กำหนดในการแบ่งแยก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นความเป็นไปได้มากที่สุดคือกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจไปจ้าง “คนกลาง” ให้ติดต่อมือทำระเบิดใน 3 จชต. เพื่อให้ดูเหมือนว่าผู้ก่อความไม่สงบขยายพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า 3 จชต. ในอดีตกลุ่มสูญเสียอำนาจทางการเมืองเคยจ้างมือระเบิดมาวางระเบิดใน กทม.เมื่อปีใหม่หลัง คมช.ยึดอำนาจปี 2549 และเคยจ้างให้มาวางระเบิดที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงมาแล้ว เพื่อเบนความสนใจของคนไปที่กลุ่มก่อการร้ายใน 3 จชต.แทนว่าเป็นคนทำ เนื่องจากวิธีการแบบเดียวกัน
การทำคาร์บอมบ์นั้นอาจมีหลายคนทำได้ แต่คนที่เชี่ยวชาญในการทำคาร์บอมบ์ในเมืองไทยมากที่สุดขณะนี้คือ กลุ่มก่อการร้ายใน 3 จชต. หากจะจ้างคนทำคาร์บอมบ์ก็ควรไปจ้างคนกลุ่มนี้ที่พร้อมรับจ้างหากมีเงินให้ รายการนี้คงใช้เงินเป็นตัวเลข 7 หลัก ซึ่งเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับกลุ่มที่สูญเสียอำนาจ อีกทั้งมีสายโยงใยกับพวกนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะขยายพื้นที่ปฏิบัติการออกนอกพื้นที่ เพียงแต่มือระเบิดรับจ้างทำให้นายจ้างเท่านั้น
คนที่วางแผนต้องรู้เรื่องการปฏิบัติการลับและคงไม่ใช่พลเรือน อย่างไรก็ตาม แม้จะวางแผนลึกลับซับซ้อนอย่างไรนับตั้งแต่การปล้นรถกระบะมาทำเป็นคาร์บอมบ์ขับมาจอดไว้ที่ห้างสรรพสินค้าที่เกาะสมุย ที่น่าสนใจคือ มีคนโพสต์เหมือนกับรู้ล่วงหน้าถึง 10 ชั่วโมงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่เกาะสมุย อย่างน้อยมีคนหนึ่งที่รู้แล้วอดปากโป้งไม่ได้ และทำไมต้องไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กของกลุ่มเสื้อแดง
หากใครบอกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังระเบิดที่เกาะสมุยเป็น “ระเบิดการเมือง” โดยกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองกลุ่มเก่าที่เคยก่อเหตุร้ายมาแล้วในปี 2553 และปี 2556-2557 เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงและรับฟังได้ เพราะคนกลุ่มนี้คิดแต่จะแก้แค้นอย่างเดียวโดยไม่คำนึงว่าบ้านเมืองจะเสียหายอย่างไร จนถึงขณะนี้น้ำหนักส่วนใหญ่จะเทมาที่การเมืองเป็นสำคัญ ส่วนความขัดแย้งทางธุรกิจหรือกลุ่มก่อการร้าย 3 จชต.ขยายการก่อการร้ายออกนอกพื้นที่มีน้อยมาก
นอกจากจะมีหลักฐานเพิ่มเติมภายหลังว่าเป็นเรื่องของขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจ
นอกจาก คสช.จะติดตามหาคนอยู่เบื้องหลังระเบิดคาร์บอมบ์ที่เกาะสมุยแล้ว ต้องเตรียมรับมือกับความรุนแรงที่จะตามมาอีกจากกลุ่มที่สูญเสียอำนาจทางการเมือง ที่เวลานี้กำลังวางแผนอย่างเคร่งเครียด ส่วนแกนนำแนวร่วมที่ขยับตัวในประเทศไม่ได้ก็นัดไปประชุมกันในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่เคยให้การสนับสนุนการก่อการร้ายในปี 2553 โดยมีแกนนำกลุ่มล้มเจ้าจากอเมริกามาร่วมด้วย
เนื่่องในเดือน เม.ย.เป็นวันครบรอบ 5 ปีของการก่อจลาจลเมื่อปี 2553 เราขอเรียกร้องต่อ คสช.ให้เร่งดำเนินคดีจลาจลในปี 2553 ที่ยังค้างคาอยู่ให้เสร็จสิ้นในรัฐบาล
ชุดนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ คดีที่ยังค้างคาอยู่รวม 268 คดีคือ (1) คดีก่อการร้าย 150 คดี โดยแยกเป็นคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ 62 คดี (กทม. 12 แห่ง รวม 49 คดี ต่างจังหวัดคือ อุดรธานีขอนแก่น อุบลราชธานี มุกดาหาร เชียงใหม่
สมุทรปราการ 13 คดี)
(2) คดีขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ 22 คดี (3) คดีทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 75 คดี (เจตนาฆ่า 32 คดี พยายามฆ่า 43 คดี) (4) คดีกระทำต่ออาวุธและยุทธภัณท์ของราชการ 21 คดี (ปล้นอาวุธปืนทหารที่สะพานปิ่นเกล้า ที่หน้ากองทัพภาคที่ 1 และหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ เวลานี้ทหารยังไม่ได้คืนอีกเป็นจำนวนมาก)
เอาชายชุดดำที่ยิงทหารตายและบาดเจ็บและพวกเผาบ้านเผาเมืองมาลงโทษให้ได้







