
ภาพแห่งความเป็นจริง
โดย...พัฒนพงศ์ จันทรานนทวงศ์
โดย...พัฒนพงศ์ จันทรานนทวงศ์
สัปดาห์นี้ผมทำหน้าที่แทนคุณอรุณซึ่งเดินทางไปต่างประเทศ และแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันเปิดทำการเป็นวันแรก หลังจากที่หยุดยาวกันมา 5 วัน แต่ผมก็เชื่อว่าคงจะมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ถือโอกาสลางานต่ออีก 2 วัน ซึ่งจะทำให้ได้หยุดยาวต่อเนื่องไปอีกถึง 4 วัน
ปกติในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ ข่าวคราวต่างๆ ก็จะเน้นไปในเรื่องของความสนุกสนาน การสาดน้ำ สรงน้ำ และสถิติอุบัติเหตุต่างๆ ในช่วง 7 วันอันตราย แต่ปีนี้ในช่วงก่อนเข้าเทศกาลได้มีความรุนแรง
เกิดขึ้นที่สมุย โดยเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลบนเกาะนั้น แม้ว่าจะไม่สามารถกลบอารมณ์รื่นเริงของชาวไทยในการฉลองสงกรานต์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเหตุเตือนภัยที่ต้องจับตาระวังเป็นพิเศษ
จนถึงวันที่ผมเขียนต้นฉบับ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่า คาร์บอมบ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายไหน ทางหนึ่งก็เชื่อกันว่า เป็นฝีมือของกลุ่มอำนาจเก่าที่ต้องการสร้างความปั่นป่วนในสังคม ในขณะที่
เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งก็เชื่อว่า เป็นฝีมือของขบวนการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ เพราะรถต้นเหตุเป็นรถที่ถูกขโมยมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งลักษณะของการประกอบระเบิด รวมถึงวิธีการวางระเบิด คล้ายคลึงกับวิธีการของขบวนการโจรภาคใต้ แต่ฝ่ายที่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของกลุ่มอำนาจเก่า ก็เพราะเจ้าหน้าที่ได้จับกุมแกนนำเสื้อแดงไว้คนหนึ่ง ซึ่งถูกพบว่าได้โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดระเบิด โดยระบุว่า จะมีการ “จัดหนัก” ที่สุราษฎร์ธานี
ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มไหน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลเสียรุนแรงต่อประเทศเราทั้งนั้นหากเป็นฝีมือของกลุ่มโจรใต้ นั่นก็แสดงว่า ความรุนแรงที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลุกลามออกนอกพื้นที่มาถึงใจกลางของภาคใต้ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะสมุย จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งว่า ความรุนแรงจะขยายตัวลุกลามมากขึ้นแต่ถ้าเป็นฝีมือของกลุ่มอำนาจเก่า ก็แสดงว่า แรงต่อต้าน คสช.กำลังทวีความรุนแรงหนักขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เป็นต้นว่า เหตุระเบิดกลางห้างดังในกรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
ผมเคยวิเคราะห์ไว้ว่า สถานการณ์ในปีนี้ ช่วงต้นๆ ปี เหตุการณ์จะสงบต่อเนื่องจากปีที่แล้ว อาจจะมีกระแสต่อต้าน คสช.บ้าง ก็เพียงประปราย แต่เมื่อใกล้ๆ จะครบรอบปีของการทำรัฐประหารโดย คสช. ความรุนแรงก็จะเพิ่มมากขึ้น และก็จะต่อเนื่องไปจนกระทั่งเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จ แรงต่อต้านจะเพิ่มมากขึ้น
ทำไมผมคิดเช่นนั้นหรือ ไม่ยากหรอกครับ ถ้าคุณผู้อ่านลองทำใจว่างๆ วางใจเป็นกลาง ก็จะมองเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร แต่ผมก็ยอมรับว่า สถานการณ์บ้านเมืองก่อนจะเกิด คสช.นั้น หาทางออกไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ว่าฝ่ายใดมีข้อเสนออะไร อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับท่าเดียว
ดังนั้น ภาพแรกที่ผมมองเห็นก็คือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารยึดอำนาจในการปกครองประเทศไว้ ประชาชนจำนวนมากจึงพากันโล่งใจและให้การสนับสนุน พร้อมกับตั้งความหวังไว้
ความหวังที่ประชาชนคาดหมายก็คือ ประเทศชาติจะคืนสู่ภาวะปกติสุข ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะยุติลง ประชาชนที่เป็นกลาง ไม่ได้คาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายความขัดแย้งจะหันมาจูบปากกัน แต่แค่ยุติความขัดแย้งแบบจะเอาเป็นเอาตายกันทุกเรื่องทุกราว ก็เป็นที่น่าพอใจแล้ว
นอกจากนั้น ประชาชนทั่วไปก็หวังว่า เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง เศรษฐกิจของประเทศก็จะได้เดินหน้าเสียที หลังจากที่ติดแหง็กมานานแสนนาน แต่ภาพที่สองที่ผมมองเห็นก็คือ ดูเหมือนประชาชนส่วนหนึ่งกำลังผิดหวัง เพราะเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งของสองขั้วได้หมดไป ที่เงียบๆ กันไป ก็เนื่องจากกฎอัยการศึก ต่อด้วยมาตรา 44 ในปัจจุบัน เลิกกำปั้นเหล็กเมื่อใด ก็ปะทุขึ้นมาเมื่อนั้น แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความรุนแรงและการต่อต้านเป็นระยะๆ
ภาพที่สามที่ผมเห็นเป็นทางด้านเศรษฐกิจ หลังการทำ คสช. แทนที่ทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะย่ำแย่ลง ประชาชนจำนวนมากเข้าใจดีครับว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ก็เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังมีปัญหา แต่ประชาชนก็หวังว่า รัฐบาลโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจน่าจะมีมาตรการอะไรที่ช่วยบรรเทาผลกระทบและส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้มีกำลังใจบ้าง
แต่ที่ผ่านมา ที่ได้ยินได้ฟัง ก็มีแต่ขึ้นค่าแก๊ส ขึ้นค่ารถเมล์ ขึ้นค่าแท็กซี่ ขึ้นภาษี ราคาอาหารก็แพงขึ้น แต่รัฐบาลกลับประกาศออกมาให้ช้ำใจว่า เงินเฟ้อต่ำ หรือติดลบ ไม่มีอะไรที่เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้อยากจับจ่ายใช้สอยเลย
เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งสี่เครื่องต่างก็ติดขัด แล้วเศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างไร
นั่นคือภาพต่างๆ ที่ผมมองเห็น และเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นเช่นกัน
ภาพต่อไปที่ผมไม่อยากเห็นก็คือ เมื่อปัญหาความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังรุมเร้าหนักหน่วงขึ้น เมื่อปัญหาทั้งสองมาบรรจบกัน อะไรจะเกิดขึ้นไม่อยากจะ “มโน” เลยจริงๆ







