
ประหยัดพลังงานช่วยวิกฤตชาติ
โดย...ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน
โดย...ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน
ในช่วงนี้ ผมเห็นว่าเป็นช่วงที่มีอากาศเริ่มร้อน และภาวะราคาน้ำมันยังลดลงต่อเนื่อง เชื่อว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงานก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง
ผมจึงขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในบางโครงการที่โดดเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ผ่านมาของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าจะเป็นประโยชน์ ดังนี้
1.มาตรการที่ง่ายที่สุด คือ การปรับอุณหภูมิ (ไม่ต้องปิด) เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวัน/พักเที่ยง ซึ่งเหมาะสำหรับการรณรงค์ในอาคารสำนักงาน โดยมีผลการทดสอบจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่พบว่า หากปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส (เพิ่มขึ้นจาก 25 องศาเซลเซียส) เพียงแค่ 1 ชั่วโมง ในขณะที่อุณหภูมิภายนอกอาจร้อนถึง 32 องศาเซลเซียส จากผลการทดสอบพบว่า สามารถลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยได้สูงถึง 15.29%
และหากเทียบเคียงกับการทดสอบเปรียบเทียบกับการปิดเครื่องปรับอากาศ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลาเดียวกันพบว่า ค่าผลการประหยัดไฟฟ้าไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เนื่องจากการเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีการสูญเสีย (Loss) ได้ง่าย และหากในกรณีที่อุณหภูมิภายนอกลดต่ำลง ค่าผลประหยัดก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย
ดังนั้น การปรับอุณหภูมิเพิ่มไปที่ 26 องศาเซลเซียส โดยอาจไม่จำเป็นต้องปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาพักกลางวัน ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้อีก 10%
2.มาตรการลำดับถัดมา ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง เช่น อุปกรณ์เบอร์ 5 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้มีกลไกส่งเสริมรูปแบบที่หลากหลาย แบ่งเป็น
2.1 มาตรการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ น้อยกว่า 4% ได้รับอนุมัติเงินกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาก้อนหนึ่ง เพื่อปล่อยกู้รวมไปกับเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ จากการดำเนินการในช่วงปี 2549–2553 ที่ผ่านมา พบว่า ในทุกๆ เม็ดเงิน 1 บาท ที่กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุน (ซึ่งถือเป็นเงินที่มิได้ให้เปล่าแต่ต้องหมุนกลับคืนกองทุนฯ ด้วย) จะก่อให้เกิดผลประหยัดพลังงานได้ 0.95 บาท/ปี
2.2 มาตรการ ESCO Fund เป็นโครงการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO (Energy Service Company) ซึ่งสามารถเข้าไปร่วมลงทุนหรือจัดทำโปรแกรมเช่าซื้อ (Leasing) ให้กับเจ้าของอาคารหรือเจ้าของโรงงานพร้อมการรับประกันผลประหยัดพลังงานแบบ Share Saving หรือ Guarantee Saving ก็ได้
ปัจจุบันโครงการ ESCO Fund นี้ ยังดำเนินการอยู่ในช่วงระยะที่ 4 (2558–2559) โดยที่ผ่านมาโครงการได้รับการการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานทั้ง 3 ระยะเป็นจำนวนเงิน 1,445 ล้านบาท กระตุ้นให้เกิดการลงทุนรวม 5,351 ล้านบาท และก่อให้เกิดผลประหยัดพลังงาน 1,152 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเม็ดเงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานต่อผลประหยัดที่เกิดขึ้น โดยหากได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 1 บาท จะก่อให้เกิดผลประหยัดสูงถึง 1.2 บาท/ปี
2.3 มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เป็นโครงการที่กระทรวงพลังงานโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ดำเนินการร่วมกับกรมสรรพากร ในการเอื้อให้บริษัทห้างร้านสามารถเพิ่มการหักลดหย่อนภาษีอีก 25% ของการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โครงการนี้แม้จะหยุดชะงักไปเมื่อปี 2555 แต่ถือเป็นโครงการที่ได้ผลดีมาก จากการประเมินเบื้องต้นของ พพ.พบว่าเม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติให้ลดหย่อนภาษี 18.8 ล้านบาท มาจากการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานทั้งสิ้น 251 ล้านบาท แต่ก่อให้เกิดผลประหยัดพลังงานสูงถึง 90.1 ล้านบาท ทั้งนี้ หากคำนวณเป็นเม็ดเงินที่ภาครัฐสนับสนุน (โดยไม่เก็บภาษี) ต่อผลการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้น โครงการนี้จะมีอัตราส่วนความคุ้มค่าสูงถึง 1 ต่อ 4.8 บาท/ปี
จากมาตรการเครื่องมือทางการเงินทั้ง 3 ข้อนี้ กระทรวงพลังงานตั้งใจที่จะส่งเสริมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นต่อไป และน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญด้านการอนุรักษ์พลังงานหนึ่งของกระทรวงพลังงานที่จะช่วยบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคตอันใกล้ได้ไม่มากก็น้อย
3.มาตรการในลำดับถัดมา เป็นมาตรการขั้นสูงของการกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน คือ การทดลองเทคโนโลยีใหม่ ที่ผมขอนำเสนอ คือ เทคโนโลยีระบบสะสมความเย็นด้วยสารทำความเย็น CHS (สาร CHS นี้มีลักษณะคล้ายเจลเก็บความเย็นจะปลดปล่อยความเย็นออกมาเมื่อมีความร้อนมาแลกเปลี่ยน) ซึ่งเป็นโครงการที่องค์พลังงานทดแทนของญี่ปุ่น หรือ NEDO ได้ทำการทดลองที่อาคาร ท.102 ของ กฟผ. ซึ่งถือเป็นอาคารใหม่และประหยัดพลังงานมากอยู่แล้ว
โดยผลการติดตั้งระบบ CHS นี้ ได้ช่วยให้เกิดผลประหยัดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกประมาณ 6.76% ที่สำคัญคือช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ได้มากถึง 10.83% ซึ่งผมคิดว่าเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีความโดดเด่นนี้ ก็ควรจะมีการส่งเสริมต่อไป รวมไปถึงกระทรวงพลังงานที่กำลังมองไปถึงการส่งเสริมอาคารและเมืองในรูปแบบใหม่ เช่น อาคารประเภท Net หรือ Near Zero Energy Building และการพัฒนาเมืองแบบ Low Carbon Town หลักการคือการประหยัดพลังงานไปพร้อมๆ กับการผลิตพลังงานเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าร้อนของปี 2558 นี้ กระทรวงพลังงานคาดว่ามีโอกาสที่ประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) และจะมีโอกาสเกิดในช่วงเดือน เม.ย.ถึงต้นเดือน พ.ค.นี้ (ในปีก่อนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2557 มีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 26,942 เมกะวัตต์) โดยในปี 2558 นี้คาดว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak ดังกล่าว จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 27,500 เมกะวัตต์ ประกอบกับในช่วงหน้าร้อนของทุกปี เป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ จากอุณหภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นทุก 1 องศา คาดการณ์ว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 350 เมกะวัตต์เลยทีเดียว
ดังนั้น ในช่วงนี้กระทรวงพลังงานจึงได้เตรียมมาตรการรับมือทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ โดยมาตรการเชิงรุกกระทรวงพลังงานจะขอความร่วมมือกับประชาชนคนไทยทุกคน เข้าร่วมโครงการ “รวมพลังงาน หาร 2 เดินหน้าประเทศไทย ลดใช้พลังงาน” ตามภารกิจ 1 ล. 5 ป. โดยจะเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ได้แก่ 1 ล. คือ การล้างแอร์หน้าร้อน 5 ป. คือ ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา ปลดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้ เปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงาน และปรับเช็กเครื่องยนต์ก่อนเดินทางไกล รวมทั้งจะสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับพฤติกรรมมาเน้นประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้เป็นกิจวัตรเพื่อให้เกิดพฤติกรรมต่อเนื่อง
ในส่วนมาตรการเชิงรับ กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงาน โดยเฉพาะ กฟผ.เตรียมความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ พร้อมทั้งการเตรียมรองรับสถานการณ์หากมีการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ผมขอฝากมาตรการประหยัดพลังงานต่างๆ ให้ประชาชนและผู้ที่สนใจทราบ และพิจารณานำข้อมูลต่างๆ นี้ไปใช้ประโยชน์กันนะครับ







