
โลกไปไม่รอด กระตุ้นไม่ขึ้น-น้ำมันถูกไม่ช่วย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สัญญาณทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรก ที่ผ่านมายังคงอยู่ในภาวะซบเซา แม้บรรดาธนาคารกลางจะโหมกระตุ้นอย่างเต็มที่และได้แรงหนุนจากภาวะราคาน้ำมันถูก แต่กลับไม่สามารถส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกได้
บรรยากาศความซบเซาทางเศรษฐกิจเริ่มแผ่ปกคลุมไปทั้งโลกนับตั้งแต่ปี 2014 ที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะบรรดาฟันเฟืองหลักผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่างมีเศรษฐกิจที่ซบเซากันถ้วนหน้า
ในด้านของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ยังคงมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบของวิกฤตการเงินปี 2009
สหรัฐถือเป็นประเทศที่มีทิศทางเศรษฐกิจฟื้นตัวและมีทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ธนาคารกลางสหรัฐยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว และเตรียมจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในช่วงกลางปีนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อไม่ไหว เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 1.26 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2013 ขณะที่การค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้นเพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ สหรัฐยังเผชิญกับปัญหาสกุลเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้นจากการอัดกระตุ้นจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจทั้งภายในและนอกประเทศ
ต้องถือว่าการย่อตัวลงของการจ้างงานและการค้าปลีกมีความสำคัญต่อสหรัฐมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศ แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะค้านว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลจากฤดูหนาวรุนแรงผิดปกติ แต่ก็ต้องถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “สหรัฐยังไม่ฟื้นตัวแข็งแกร่งอย่างที่คิด”
ขณะที่เศรษฐกิจอียูยังคงเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น ภายหลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เริ่มใช้คิวอีเป็นครั้งแรกในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของกรีซยังคงเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ
ในด้านของญี่ปุ่นภาวะเงินเยนอ่อนค่าอันเกิดจากการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ทำให้ตลาดหุ้นนิกเกอิทะยานขึ้นทะลุ 20,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี
อย่างไรก็ตาม หากมองในส่วนของกายภาพทางเศรษฐกิจจะพบว่า ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการส่งออกที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.4% เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ แต่ถือว่าลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับการส่งออกเดือน ม.ค. ที่ 17%
ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัดในปี 2014 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่รับบทบาทการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมตลอดช่วง 5 ปี หลังจากวิกฤตการเงินปี 2009
นำโดยเศรษฐกิจจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวตั้งแต่ปี 2014 โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ 7.3% เท่านั้น ขณะที่ในไตรมาสแรก ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง 7% เท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากสัดส่วนการลงทุนที่ลดลง และการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว
แม้รัฐบาลจีนจะอ้างว่าการชะลอตัวดังกล่าวเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดสัดส่วนการเติบโตจากการส่งออก และหันมาพึ่งพาการเติบโตจากการบริโภคภายใน แต่ตลาดบริโภคภายในของจีนยังไม่แข็งแกร่งนัก ยืนยันได้จากการนำเข้าเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีสัดส่วนลดลงถึง 12.7% ขณะที่การส่งออกลดลงถึง 15%
พูดให้ชัดเจน คือ นอกจากจีนจะมีรายได้จากการส่งออกที่ลดลงแล้ว ตลาดการบริโภคภายในประเทศที่ทางการหวังจะใช้พึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจตัวใหม่ก็ยังไม่แข็งแกร่งอีกด้วย
ดังนั้น จีนจึงยังคงอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงเกินกว่ากรอบที่รัฐบาลตั้งใจไว้ หรือที่เรียกกันว่า “ฮาร์ดแลนดิ้ง”
ในฝั่งของรัสเซียมีเศรษฐกิจอยู่ในภาวะหดตัว อันเป็นผลจากการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 (จี7) และภาวะราคาน้ำมันที่ดิ่งลงกว่า 50%
เมื่อทั้งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นแนวหน้าอย่างจีนและรัสเซียยังมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ก็นับว่ายากที่ส่วนที่เหลือของโลกที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้
ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ล่าสุดไอเอ็มเอฟออกโรงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตที่ราว 3.5% เท่านั้น ซึ่งปรับขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือน ม.ค. 0.1% เท่านั้น ขณะที่องค์การการค้าโลกคาดว่าการค้าขายระหว่างประเทศในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 3.3% เท่านั้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4%
การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางการโหมกระตุ้นอย่างหนักและภาวะน้ำมันราคาถูกอีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วทั้งสองปัจจัยจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้เกื้อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ โดยปกติการโหมกระตุ้นจากธนาคารกลางทั่วโลกจะช่วยให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ซึ่งตามทฤษฎีจะทำให้ภาคธนาคารผ่อนคลายปล่อยสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการจุดระเบิดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าสภาพคล่องดังกล่าวจะลงไปถึงภาคครัวเรือนอย่างจริงจัง แต่ที่เห็นได้ชัดกลับเป็นการโป่งพองของตลาดหุ้น โดยตลาดดัชนีฮั่งเส็งที่ฮ่องกงทะยานขึ้น 7.9% ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ดัชนีนิกเกอิที่ญี่ปุ่นทะยานทะลุแนว 20,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี แม้เศรษฐกิจของทั้งจีนและญี่ปุ่นจะยังอยู่ภาวะซบเซาก็ตาม
กรณีดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดว่า เม็ดเงินจากการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปอยู่ที่ภาคตลาดทุนมากกว่าจะถูกใช้เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงๆ
เช่นเดียวกัน รัฐบาลหลายประเทศมีช่องว่างในการใช้นโยบายการคลังน้อยลง เนื่องจากต้องแบกรับหนี้สาธารณะในปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว โดยในปัจจุบันรัฐบาลวอชิงตันมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 101.53% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ญี่ปุ่นมี 227.2% ต่อจีดีพี
ขณะที่ภาวะน้ำมันราคาถูกกลับไม่ได้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร เนื่องจากการบิดเบือนกลไกตลาดของประเทศผู้นำเข้า โดยท่ามกลางภาวะน้ำมันราคาถูก รัฐบาลผู้นำเข้าน้ำมันโดยเฉพาะในเอเชีย กลับใช้โอกาสนี้ในการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างเช่นในอินโดนีเซีย หรือการใช้โอกาสนี้ในการเติมเต็มเม็ดเงินในคลังของรัฐบาลเช่นในจีน
ผลประโยชน์จากภาวะน้ำมันราคาถูกจึงไม่ส่งผลถึงสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ทั้งๆ ที่ ตามปกติราคาน้ำมันที่ลดลงถือเป็นการ “ลดภาษีทางอ้อมเลยทีเดียว” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค ขณะที่ภาคเอกชนจะมีสัดส่วนกำไรมากขึ้นจากต้นทุนย่อลง
โดยสรุป การโหมกระตุ้นและภาวะน้ำมันราคาถูกแทบจะไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรก ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกจะซบเซาเช่นนี้ต่อไป ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้รับการจุดระเบิดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง







