
รัฐบาลต้องบริหาร ความเชื่อมั่น
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ความมุ่งหวังของรัฐบาลที่จะให้มีวันหยุดยาวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนออกไปเดินทางท่องเที่ยว ใช้เงินเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดความหมุนเวียน และยังให้นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 1.5 หมื่นบาท เป็นเรื่องที่ส่งผลดีในแง่จิตวิทยา ที่จะทำให้คนคิดว่าออกไปเที่ยวแล้วคุ้มค่า
แต่เทศกาลสงกรานต์นี้ ปรากฏว่าคนออกจาก กทม.น้อยมาก คนที่เดินทางไปต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานใน กทม. และจะกลับบ้านทุกเทศกาลสงกรานต์ แต่คน กทม.ที่จะออกไปเที่ยวในต่างจังหวัดกลับมีไม่มาก
สาเหตุที่คน กทม.ไม่ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะส่วนหนึ่งเบื่อการแย่งชิงทรัพยากร แย่งกันกิน แย่งกันใช้ และดันให้ราคาสินค้าและบริการตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มีราคาแพงขึ้นมาก อีกทั้งใน กทม.ก็มีแหล่งเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นถนนข้าวสาร ถนนสีลม หรือย่านสยามสแควร์
แต่ในปลายเดือนนี้จะมีวันหยุดยาว 5 วันอีกรอบ เริ่มตั้งแต่วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล ซึ่งจะต้องไปประเมินในช่วงเวลาดังกล่าวว่าคนไทยยังเที่ยวไทย ทำให้เงินสะพัดเพิ่มหรือไม่ เพราะจากการประเมินการใช้จ่ายของประชาชนผ่านทางห้างสรรพสินค้า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่ามียอดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นหรือไม่
นอกจากนี้ จะต้องรอดูยอดการจำหน่ายสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อว่ามีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันการใช้บะหมี่สำเร็จรูป หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านทั่วไปว่า ดัชนีมาม่า เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไม่ได้อีกต่อไป เพราะปัจจุบันคนไทยนิยมเข้าร้านสะดวกซื้อจับจ่ายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ
แม้อัตราการเพิ่มของเงินฝากในธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นสวนทางกับสินเชื่อที่ขยายตัวต่ำมาก เป็นสัญญาณว่าประชาชนยังมีกำลังที่จะใช้สอย แต่ไม่นำเงินออกมาใช้เพราะไม่มั่นใจกับภาวะเศรษฐกิจในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
ฉะนั้น ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้มีภาพซ้อนอยู่ระหว่างข้อเท็จจริงกับจิตวิทยาผู้บริโภค ข้อเท็จจริงก็เห็นได้จากตัวเลขการใช้จ่ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกออกมาแล้ว ก็ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะการส่งออกที่อาจจะติดลบมาก
ส่วนผลจากจิตวิทยาก็ยังมีการใช้กระบวนการปล่อยข่าวทั้งในโซเชียลมีเดีย และใช้กลวิธีการบอกแบบปากต่อปาก ว่ารัฐบาลทหารบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ยกเอาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำมาก การส่งออกที่ถดถอย การดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องแถมยังขัดแย้ง คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ลอยตัวราคาก๊าซ ทำให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ค่าครองชีพจึงเพิ่มสูงขึ้น มาประกอบเป็นตัวอย่าง ส่งผลให้คนมีความรู้สึกว่าจนลง และอนาคตเศรษฐกิจไทยยังคงมืดมน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มองไม่เห็นว่าการที่จะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นจะมาจากทางไหน เนื่องจากมีปัญหากำลังซื้อคนในประเทศหายไป และการบริหารของรัฐบาลในการวางนโยบายหลายอย่างไม่สอดคล้องกัน เช่น นโยบายพลังงาน หรือการส่งสัญญาณเรื่องภาษีที่ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนหายไป ซึ่งควรทบทวนว่าที่ผ่านมาท่าทีของรัฐบาลมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแค่ไหน และจะแก้ปัญหาอย่างไร
อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจมักคิดในกรอบเดิมๆ ซึ่งในยุคปัจจุบันได้ผลน้อยมาก เช่น คิดว่าจะใช้งบประมาณภาครัฐเข้าไปกระตุ้นด้วยการทำโครงการ ทั้งที่เงินเหล่านั้นออกช้าและหมุนเวียนอยู่ในคนไม่กี่คน อยากให้คิดว่าถ้าพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจควรทำโครงการที่เกิดความหมุนเวียนเร็วขึ้น เช่น เรื่องการท่องเที่ยวก็ทำให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการจ้างคนในชุมชน จะทำให้มีการ
กระจายรายได้และมีกำลังซื้อกลับไปที่ประชาชนทันที แตกต่างจากการทำโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้รับเหมาได้ประโยชน์ แต่ต้องเป็นโครงการที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมจริงๆ
สิ่งที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว ไม่ผิดจากความเป็นจริง และก็ไม่แตกต่างอะไรกับที่นักธุรกิจคิด แต่ไม่มีใครอยากพูด ปัญหาเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนไปยังรัฐบาลแล้วในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ที่นำเสนอปัญหามากมาย และหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีและ ข้าราชการยุติการพูดในเรื่องที่ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งเรื่องภาษีต่างๆ และการแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ
ดังนั้น การมองภาพรัฐบาลทหารไม่ฟังใคร และคิดแบบทหาร คือ ใช้วิธีการออกคำสั่งอย่างเดียว อาจใช้กับคนอื่นได้ แต่นำมาใช้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้
วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลบริหารงานบนความคาดหวังที่สูงของประชาชน จึงมีแรงกดดันมาก ขณะนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามความคาดหวัง การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐก็ไม่เป็นไปตามแผน และจะไปหวังพึ่งการลงทุนภาครัฐอย่างเดียวคงไม่ได้ จากประสบการณ์ที่เห็นมาหลายรัฐบาล งบลงทุนแต่ละปีก็ไม่ได้มากมหาศาล และการลงทุนไม่สามารถเห็นผลได้เร็ว ลงทุนวันนี้เห็นผลปีหน้า
“ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ไม่แก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจ การส่งออกชะลอตัวเพราะเราแข่งขันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่แก้ปัญหาโครงสร้างจะไปกระตุ้นยังไง หาวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไง ปัญหาก็ยังเป็นปัญหาอยู่” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว
ไม่ว่ามุมมองต่อปัญหาเศรษฐกิจของใครเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการจากนี้ไป คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน เพื่อให้การบริโภคของประชาชนฟื้นกลับมา คู่ไปกับการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ที่รัฐบาลผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จจะปรับปรุงแก้ไขอะไรก็ทำได้ ควรจะต้องทำ บางนโยบายหากรัฐบาลนี้ทำไม่ได้ก็อย่าหวังว่ารัฐบาลไหนจะทำได้







