
บ้านเราตื่นกันหรือยัง
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
มาถึงตอนนี้ก็ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า การส่งออกของประเทศไทยคงจะเข็นไม่ขึ้น เรื่องของอัตราการเพิ่มขึ้นของการส่งออกที่ติดลบนั้นคงจะต้องทำใจยอมรับ เพียงแต่ขอว่าอย่าให้เป็นเลข “O” เลยก็แล้วกัน เห็นการทำงานของรัฐบาลนี้และข้าราชการโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงปลายน้ำแล้วก็เห็นใจจริงๆ ทำอย่างไรได้เมื่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้ คือมีอาการไม่ค่อยจะดี ถ้าเป็นคนก็คงจะป่วยหนักเข้าทุกที จะต้องเข้า ICU หรือเปล่าก็ไม่รู้
สินค้าเกษตรที่พยายามผลักดันกันอยู่ ทั้งข้าว ยาง มัน ฯลฯ ก็เป็นสินค้าเกษตรพื้นฐาน (Staple Food) ที่ถึงแม้จะจำเป็นต้องบริโภค ก็บริโภคเท่าที่จำเป็น ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จะเข็นกันอย่างไรก็คงยาก
ผู้เขียนเผอิญต้องเดินทางไปประชุมที่มาเลเซียเศรษฐกิจที่นั่นก็ไม่ดีนัก สินค้าที่ไทยส่งออกไปในเดือนนี้กลับลดลงอีก
พูดง่ายๆ หลายๆ ประเทศที่ล้วนต้องพึ่งการส่งออกกำลังดิ้นหนีตายกันทั้งนั้น รวมทั้งประเทศในอาเซียน แต่ต้องมาดูว่าเขาดิ้นหนีตายไปทางไหนกันบ้าง ซึ่งเท่าที่เห็นหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกระทรวงการค้าและการลงทุนของเขานั้นปักธงไปที่นวัตกรรม (Innovation) และไม่ใช่นวัตกรรมไก่กา แต่เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technology Innovation) ขณะที่ผู้บริหารไทยยังคงมองการค้าแบบดั้งเดิม ผลักดันสินค้าเดิมๆ และเร่งรัดการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการ ประเทศในอาเซียนเขาดิ้นไปผลิต และผลักดันการส่งออกสินค้านวัตกรรมทางเทคโนโลยีแล้ว เพราะแข่งขันได้ดีกว่า มูลค่าเพิ่มก็สูงกว่า สิงคโปร์นั้นไม่ต้องพูดถึง เขาไปไกลมากแล้วโดยตั้งเป้าเป็นฮับในการวิจัยและพัฒนายา และดึงบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนวิจัยพัฒนาโดยมีเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นเงื่อนไขด้วย (Technology Transfer หมายถึงการขาย หรือโอนเทคโนโลยี) มาเลเซีย ก็เริ่มใช้วิธีคล้ายคลึงกัน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะให้บริษัทไหนมาลงทุน ทำวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในประเทศ ก็ส่งคนออกไปเจรจาเลย เสนอเงื่อนไขที่เป็นความต้องการของบริษัทนั้น มาเลเซียถือเรื่องการพัฒนาทางด้านการวิจัยและพัฒนาวัฒนธรรมเป็น Political Will และประกาศในแผนฯ ที่ 9 ว่ารัฐบาลให้เงินในด้านนี้ 1,363 ล้านริงกิต และในแผนฯ ที่ 10 จะเพิ่มเป็น 2,388 ล้านริงกิต โดยมองผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจในระยะแรกประมาณ 0.8% ของ GDP ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่มาเลเซียก็มีเป้าหมายในการทำวิจัยอย่างมีวิสัยทัศน์ ตามตารางที่ 1
ที่ยกตัวอย่างมาสั้นๆ นี้ ก็เพื่อให้เห็นว่า การวิจัยรวมไปถึงนวัตกรรมนั้นมีผลทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประเทศไทยควรจะตื่นขึ้นมาดูหรือยัง ขณะที่ประเทศไทยยังวางแนวนโยบายผลักดันการค้าแบบเดิมๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด ยังจำเป็นต้องมีอยู่ แต่ควรหันไปให้ความสำคัญกับเรื่องใหม่ๆ บ้างไหม ควรสร้างสิ่งจูงใจอะไรหรือไม่ เช่น มาเลเซียไม่เก็บภาษีการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้าน Biotechnology เป็นเวลา 10 ปี เป็นต้น
และที่จริงอาเซียนเองก็มีการตกลงกันในคราวประชุมทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกันที่ จ.กระบี่ เรียกกันเสียหรูว่า “ข้อริเริ่มกระบี่” (Krabi Initiative) เมื่อปี ค.ศ. 2010 ในการประชุมครั้งนั้นได้มีการเสนอแนะความร่วมมือไว้หลายประการ ที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1) สังคมดิจิทัล (Digital Economy)
2) นวัตกรรมอาเซียนสู่ตลาดโลก (ASEAN Innovation for Global Market)
3) ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ (Biodiversity for Health and Wealth)
ดังนั้น แทนที่จะเป็น TRADING NATION ด้านบริการเพียงอย่างเดียว ควรหรือยังที่จะหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาปัดฝุ่นแล้วดำเนินการให้เป็นรูปธรรมเสียที โดยเฉพาะประการที่ 3 ที่ประเทศไทยคิดว่ามีความสามารถในการแข่งขันด้าน Health Care.







