
ชายเสื้อน้ำเงินพบตร.ยันไม่เกี่ยวบึ้มสมุยชี้เป็นเพียงชาวบ้าน
ตร.เผย "ชายเสื้อน้ำเงิน"เป็นคนพื้นที่ไม่เกี่ยวเหตุบึ้มสมุย แต่พบ 1 ใน 3 รปภ.อาจเกี่ยวข้อง หลังพบมีประวัติก่อคดีอาญา
ตร.เผย "ชายเสื้อน้ำเงิน"เป็นคนพื้นที่ไม่เกี่ยวเหตุบึ้มสมุย แต่พบ 1 ใน 3 รปภ.อาจเกี่ยวข้อง หลังพบมีประวัติก่อคดีอาญา
เมื่อวันที่ 14เม.ย.พล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล รอง ผบช.ภ.8 กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเหตุระเบิดห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. ว่า ชายเสื้อน้ำเงินที่ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดและมีการส่งต่อผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่ขับรถกระบะคันที่เกิดระเบิด ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น
ชายคนดังกล่าวให้ปากคำว่า เป็นเพียงชาวบ้านใน ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย และไม่ใช่คนขับรถกระบะที่เกิดระเบิดเข้ามาภายในห้าง โดยวันดังกล่าวได้ขี่จักรยานไปเที่ยวที่ห้างเพราะขับรถยนต์ไม่เป็น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บดีเอ็นเอของชายคนดังกล่าวไว้แล้วเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอที่เก็บจากที่เกิดเหตุว่าตรงกันหรือไม่
ขณะที่การสอบปากคำพนักงานรักษาความปลอดภัย 3 คน ที่อยู่ในการดูแลของทหาร พบว่ามี 1 ใน 3 คน อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะจากการตรวจสอบประวัติเคยก่อคดีอาญา จึงเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอไปตรวจเปรียบเทียบ ซึ่งหากผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมีความเขื่อมโยง จะขออนุมัติศาลออกหมายจับทันที
แหล่งข่าวฝ่ายสืบสวนเปิดเผยว่า สำหรับแกะรอยคนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ ตำรวจได้พบภาพวงจรปิด ขณะรถกระบะคันเกิดเหตุขับผ่านผ่านด่านเพื่อลงเรือโดยสารข้ามฟาก ที่ท่าเทียบเรือของ บ.ราชาเฟอร์รี่ อ.ดอนสัก เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 10 เมษายน มีท่าทางเร่งรีบเนื่องจากเป็นช่วงที่ใกล้เวลาเรือออกจากท่า และเมื่อตรวจสอบย้อนหลังไปตามเส้นทางพบว่า คนร้ายได้ใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 408 ต่อเนื่องทางหลวงหมายเลข 401 เส้นเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นถนนสายเก่า เพื่อหลีกเลี่ยงด่านตรวจค้นของเจ้าหน้าที่
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า คนร้ายได้ขับรถออกจากพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ผ่านพื้นที่ อ.เมือง –อ.ระโนด จ.สงขลา เข้ามาทาง อ.หัวไทร –อ.เมือง อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และเข้าสู่ท่าเทียบเรือที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี และมีรถกระบะต้องสงสัยรถยนต์อีก 1 คัน ขับขี่ล่วงหน้ามาและน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันลักษณะเกาะกลุ่ม ซึ่งชุดสืบสวนสันนิษฐานว่าจึงอาจเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นรถล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบว่ามีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดจุดลงเรือไม่พบรถยนต์คันดังกล่าว จึงเชื่อว่า รถยนต์ต้องสงสัยอีก 1 คัน จอดรออยู่บริเวณท่าเรือ หรือ พื้นที่ใกล้เคียง ทำหน้าที่รอรับคนร้าย ที่เป็นผู้ขับรถกระบะคาร์บอม หลบหนีออกจากพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี







