
ซาอุฯ ส่อเสียแชมป์ส่งออก ดีมานด์หด-คู่แข่งเพิ่ม
แม้จะต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แม้จะต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี แต่ซาอุดิอาระเบียก็เริ่มสูญเสียสถานะการเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก
ภายหลังจากการเริ่มโหมขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ก็ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันล้นทะลักตลาดโลกจนกดให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยย่อตัวลงกว่า 50% จากเมื่อเดือน มิ.ย. 2014
โดยปกติ ซาอุดิอาระเบียในฐานะผู้นำกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) โดยพฤตินัยจะใช้นโยบายปรับลดเพดานการผลิตลงเพื่อลดปริมาณน้ำมันในตลาดโลก เพื่อดันราคาน้ำมันตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียเลือกที่จะจัดการกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยการคงอัตราการผลิตไว้เท่าเดิม และเลือกที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ โดยซาอุดิอาระเบียตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า เมื่อราคาน้ำมันดิ่งตัวลงอย่างรุนแรง จะทำให้คู่แข่งไม่สามารถทนต่อภาวะขาดทุนได้จนต้องเลิกกิจการไปในที่สุด
กลยุทธ์ทำลายตลาดนี้มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางนั้นต่ำกว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันในสหรัฐมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานพลังของสหรัฐ (อีไอเอ) ระบุว่า การขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีต้นทุนเฉลี่ยนอยู่ราว 33.76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอยู่ที่ราว 16.88 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เท่านั้น
และหากเจาะไปในต้นทุนการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์จริงๆ จะพบว่าการขุดเจาะเชลออยล์จากแหล่ง อีเกิล ฟอร์ด และเพอร์เมียน สตราตา ในเทกซัส มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ดี หลังการเล่น “เกมอึด” ระหว่างผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียปรากฏว่า ในปัจจุบัน สถานการณ์กำลังกดดันให้ซาอุดิอาระเบียต้องปล่อยส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งไปในที่สุด โดยเหตุผลประการแรกคือ (1) การลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากซาอุดิอาระเบีย และ (2) การมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากผู้ผลิตเชลออยล์
ประการแรก ซาอุดิอาระเบียกำลังเผชิญกับบรรยากาศการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงจากผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งได้แก่ จีนและสหรัฐ โดยก่อนหน้านั้นการนำเข้าน้ำมันจากกำลังการผลิตทั้งหมดซาอุดิ อาระเบียคิดเป็นสัดส่วน 10% และ 8% ตามลำดับ
ยืนยันได้จากรายงานจากกรมศุลกากรจีนที่ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันจากซาอุดิอาระเบียลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน หลังจากรัฐบาลจีนตัดสินใจปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ลดการพึ่งพาการลงทุนและหันมาเน้นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศแทน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากอีไอเอก็เปิดเผยให้เห็นว่า สหรัฐปรับลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากซาอุดิอาระเบียในเดือน ม.ค. ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่การค้นพบเทคโนโลยีขุดเจาะเชลออยล์ ทำให้สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้เองมากขึ้น และลดการนำเข้าลง
ประการต่อมา ซาอุดิอาระเบียประเมินกำลังคู่แข่งพลาดไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทนทานต่อสภาพน้ำมันราคาถูกของผู้ผลิตเชลออยล์ในสหรัฐ เนื่องจากซาอุดิอาระเบียเชื่อว่าการมีต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันที่ต่ำกว่าคู่แข่งจะทำให้ซาอุดิอาระเบียทนภาวะน้ำมันราคาถูกได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม หลังจากซาอุดิอาระเบียดำเนินนโยบายรักษาส่วนแบ่งการตลาดมาได้ 5 เดือน ปรากฏว่าผู้ผลิตเชลออยล์ยังไม่ล้มกิจการ เพียงแต่ลดสัดส่วนการเปิดหลุมขุดเจาะ
น้ำมันใหม่ๆ เท่านั้น
พิสูจน์ได้จากข้อมูลจากอีไอเอซึ่งรวบรวมตั้งแต่ 3 ม.ค. พบว่า สัดส่วนการเปิดบ่อน้ำมันแห่งใหม่ปรับตัวลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2014 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันสัดส่วนการผลิตน้ำมันของสหรัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 20% ซึ่งทำให้กำลังการผลิตน้ำมันสหรัฐขึ้นมายืนอยู่ที่ระดับ 9 ล้านบาร์เรล/วัน
พูดให้ชัดเจนคือ ซาอุดิอาระเบียคำนวณพลาดเรื่องภูมิต้านทานน้ำมันราคาถูกของผู้ผลิตเชลออยล์ในสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ยังเกิดการแก่งแย่งตลาดกันเองในกลุ่มโอเปกด้วยกันเองด้วย โดยขณะที่การส่งออกน้ำมันไปจีนของซาอุดิอาระเบียมีสัดส่วนลดลง ทว่าสัดส่วนการส่งออกน้ำมันไปแดนมังกรในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลับเพิ่มขึ้นถึง 116% และคูเวตเพิ่มขึ้น 98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดของทั้งประเทศ
ทั้งนี้ รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า คูเวตเซ็นสัญญาระยะยาว 10 ปี กับ ซิโนเปก เอกชนด้านพลังงานรายใหญ่ของจีนในการส่งออกน้ำมันให้จีนเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนบาร์เรล/วัน โดยคูเวตจะเป็นผู้ขนส่งให้ทางจีนเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย
กรณีดังกล่าวถือเป็นความพยายามในการรักษาตลาดแดนมังกรในระยะยาวของคูเวต และเป็นตัวแทนการแก่งแย่งตลาดกันเองระหว่างกลุ่มโอเปกที่ดีเยี่ยม
ทั้งนี้ ในการประชุมโอเปกเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเกิดเสียงแตกในกลุ่มโอเปกด้วยกัน เนื่องจากหลายประเทศซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดเล็กนอกตะวันออกกลางต้องการให้มีการปรับลดเพดานการผลิตลงเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น เนื่องจากการมีกำลังการผลิตน้ำมันน้อยทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความทนทานต่อราคาน้ำมันถูกน้อยกว่า
ที่สำคัญประเทศเหล่านั้นยังเป็นประเทศค่อนข้างยากจน และไม่ได้มีทุนสำรองหนาที่เป็นเบาะรองรับภาวะขาดแคลนรายได้ของรัฐบาลเหมือนซาอุดิอาระเบีย
ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตซาอุดิอาระเบียอาจจะต้องเผชิญกับกำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มจากอิหร่านซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่เงื่อนไขสำคัญของผ่อนการคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก โดยอิหร่านจะยอมแลกกับการลดกิจกรรมที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์
หากอิหร่านสามารถบรรลุการเจรจากับมหาอำนาจทั้ง 6 ของโลกอันได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และเยอรมนี ได้ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ก็จะทำให้อิหร่านสามารถปลดล็อกการส่งออกน้ำมันอีกราว 7 แสนบาร์เรล/วัน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในปี 2014 ปรับตัวลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับปี 2013 ถือเป็นการสั่นคลอนความเชื่อมั่นในมาตรการรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวโดยสรุปคือ นอกจากขณะนี้ซาอุดิอาระเบียจะเริ่มสูญเสียลูกค้าเดิมอย่างจีนและสหรัฐแล้ว ซาอุดิอาระเบียยังเผชิญกับการแย่งตลาดจกทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มสมาชิกโอเปกอีกด้วย
กรณีดังกล่าวย่อมทำให้ซาอุดิอาระเบียสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะสูญเสียแชมป์การเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในที่สุด







