
ตั้ง 11 องค์กรใหม่ รธน. ซ้ำซ้อน ปฏิรูปผิดโจทย์
การยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังมาถึงหลักไมล์สำคัญเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังมาถึงหลักไมล์สำคัญเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมเปิดอภิปรายให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ซึ่งแน่นอนว่าการอภิปรายของ สปช.คงเข้มข้นพอสมควร
แต่ก่อนที่จะถึงวันอภิปรายจริง ปรากฏว่าในตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกกลับเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยนอกเหนือไปจากเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่เจอแรงต้านแล้วก็ยังมีอีกเรื่องที่โดนตำหนิไม่แพ้กัน คือ การบัญญัติองค์กรใหม่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
ถ้าในอนาคตคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่มีการเปลี่ยนเนื้อหาดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมีองค์กรใหม่ขึ้นมาถึง 11 องค์กร ดังนี้
1.องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความคิดเห็นแก่หน่วยงานของรัฐเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบรายงานการกระทำ หรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค
2.สภาตรวจสอบภาคพลเมือง 77 จังหวัด มีอำนาจภายใต้เขตจังหวัดของตนเองในการตรวจสอบการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตจังหวัดนั้น โดยเฉพาะในเรื่องการทุจริตจากการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน
3.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นองค์กรกำกับมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารระดับสูง โดยสามารถไต่สวนผู้กระทำการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและส่งเรื่องให้รัฐสภาหรือประชาชนถอดถอน
4.คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ มีหน้าที่ประเมินผลงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ การปฏิบัติงานของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
5.คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม มีหน้าที่พิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง หรือให้พ้นจากตำแหน่ง
6.สมัชชาพลเมือง ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้จะมาจากความสมัครใจ โดยจะไม่มีเงินประจำตำแหน่ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงของนักการเมืองท้องถิ่น โดยสามารถให้ความเห็นในการบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรบริหารท้องถิ่น
7.ศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เป็นศาลใหม่ที่เตรียมตั้งขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
8.คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) จะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิตามกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่การวินิจฉัยเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งยังเป็นของ กกต.ตามเดิม
9.ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เป็นการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าด้วยกัน โดยให้กรรมการจำนวน 11 คน ทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎต่อรัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของประชาชน
10.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มีจำนวน 120 คน จากสมาชิก สปช.จำนวน 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 30 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ จำนวน 30 คน มีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะแนวทางต่อรัฐสภาและ ครม.
11.คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการไม่เกิน 15 คน ทำหน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุแห่งความขัดแย้งและความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
องค์กรใหม่ทั้ง 11 องค์กร คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีเจตนารมณ์ที่อยากให้เป็นกลไกสำคัญที่นำประเทศไปสู่การปฏิรูปในระยะยาวอย่างแท้จริงพร้อมกับการวางหลักการที่ว่าด้วยการให้พลเมืองเป็นใหญ่ โดยไม่ได้มองความขัดแย้งเฉพาะเรื่องการแบ่งสีเสื้อทางการเมือง แต่มองไปถึงว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้มีเครื่องมือสำหรับการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะหากแก้ปัญหานี้ได้ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะหมดไป
อย่างไรก็ตาม การวางถนนแห่งการปฏิรูปประเทศเส้นนี้ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ อาจนำมาซึ่งปัญหาในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ
เช่น ความซ้ำซ้อนในการทำงานของบางองค์กร อย่างในกรณีของสภาพลเมืองกับสภาตรวจสอบภาคประชาชน เพราะอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำนั้นยังมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้นหากจะมีการให้อำนาจพลเมืองในการตรวจสอบทางตรงก็ควรมีองค์กรเดียวเท่านั้น
หรือจะเป็นเรื่องของความจำเป็นที่ให้มีองค์กรบางองค์กรขึ้นมา อาทิ คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการฯ เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าไปแทรกแซงการใช้อำนาจของ ครม. จริงอยู่มีหลายกรณีที่การแต่งตั้งข้าราชการไม่มีความเหมาะสม
แต่เหนืออื่นใดคือความเหมาะสม โดยเฉพาะสภาขับเคลื่อนฯ ที่ให้มีสัดส่วนมาจากสมาชิก สปช.และ สนช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจ คสช. ย่อมก่อให้เกิดกระแสต่อต้านว่าเป็นองค์กรสืบทอดอำนาจทหารได้
ทั้งหมดนี้ แม้บางองค์กรจะมีความเหมาะสมและสมควรให้เกิดขึ้นมา แต่สำหรับบางองค์กรแล้วย่อมเป็นเรื่องที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จำเป็นต้องพิจารณาให้ดี หากจะให้การปฏิรูปประเทศได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากที่สุด







