posttoday
ผวาคิวอียุโรป ฉุดสถานะเงินสำรอง ‘ยูโร’

ผวาคิวอียุโรป ฉุดสถานะเงินสำรอง ‘ยูโร’

13 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะนับเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบรรยากาศเศรษฐกิจเสี่ยงเงินฝืดเช่นนี้ อย่างไรก็ตามหากมองในระยะยาวการอัดฉีดเงินยูโรปริมาณมหาศาลเช่นนี้ อาจทำให้ค่าเงินยูโรเกิดความผันผวนจนเสี่ยงที่จะหลุดจากการเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศได้

สกุลเงินยูโรเริ่มก้าวสู่การเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศหลังจากการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 1999 ด้วยการสืบทอดสถานะดังกล่าวจากสกุลเงินดอยช์มาร์กของเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่สำคัญรองจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐก่อนหน้านั้น

นอกจากนี้ การเป็นสกุลเงินที่ยอมรับในการชำระหนี้ทั่วกลุ่มยูโรโซนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ 1 ใน 4 ของทั่วโลก ทำให้ยูโรกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้อย่างไม่ยากเย็น และมีสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นตามการขยายตัวของกลุ่มยูโรโซน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานะของสกุลเงินยูโรกำลังถูกสั่นคลอน เนื่องจากการใช้นโยบายคิวอีทำให้ค่าเงินยูโรเกิดอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว 

หลังจากเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซนต้องเผชิญกับสภาพเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินของอีซีบีจึงตัดสินใจยิง “กระสุน” นัดสำคัญด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของกลุ่มยูโรโซน ภายหลังจากมาตรการดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ และปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาวให้แก่ธนาคารพาณิชย์ใช้ไม่ได้ผล

อีซีบีประกาศจะเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลยูโรโซนในวงเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.28 ล้านล้านบาท) โดยจะใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีนี้-ก.ย. 2016 หรือ 19 เดือน ซึ่งเท่ากับจะมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 1.14 ล้านล้านยูโร (ราว 39.36 ล้านล้านบาท)

การประกาศโครงการดังกล่าวเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ก็ส่งผลให้สกุลเงินยูโรดิ่งลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจนไปอยู่ที่ 1.0458 เหรียญสหรัฐ/ยูโรเมื่อเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี

แน่นอนว่า การอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโร เนื่องจากในสายตานานาชาติ กรณีนี้ถือเป็นการ “ผันผวนอย่างรุนแรง” ซึ่งจะกระทบต่อสถานะของเงินยูโรในฐานะ “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ”

แดเนียล เฟอร์มอน นักยุทธศาสตร์จากโซซิเอเต เจเนอรัล ในปารีส แสดงความเห็นว่า ตราบใดที่ยุโรปยังใช้คิวอีอย่างเต็มรูปแบบก็จะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างพากันลดการถือครอง เนื่องจากไม่มั่นใจว่าเงินยูโรจะดิ่งลงแนวต้านเมื่อไร

การสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของเงินยูโรไม่ได้เกิดจากการอัดฉีดคิวอีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพเศรษฐกิจของยูโรโซนเองด้วย โดยอัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายใน (จีดีพี) กลุ่มยูโรโซนเมื่อปีที่ผ่านมานั้น เติบโตเพียง 0.1-0.3%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งกลายเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงอีก เนื่องจากนักลงทุนพากันแห่ย้ายเงินลงทุนจากยุโรปไปลงทุนในตลาดแดนซามูไรและเมืองลุงแซมที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า จากแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับยูโรโซน

ที่แย่ไปกว่านั้น สถานการณ์การอ่อนค่าเงินยูโรยังถูกซ้ำเติมด้วยปมปัญหาหนี้กรีซ โดยกรีซกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้หากไม่สามารถเจรจาขอเงินกู้งวดต่อไป 7,200 ล้านยูโร (ราว 2.48 แสนล้านบาท)

หากกรีซผิดนัดชำระหนี้ก็จะทำให้อีซีบีถูกสั่นคลอนความเชื่อมั่นจากการถือหนี้เสียก้อนใหญ่ และในฐานะที่อีซีบีเป็นผู้ดูแลสกุลเงินยูโร กรณีนี้ย่อมลดความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโรด้วยเช่นกัน

การบั่นทอนความน่าเชื่อถือสกุลเงินยูโร ส่งผลให้บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองเงินยูโรในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศ

ยืนยันได้จากข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า การถือของเงินยูโรของธนาคารกลางทั่วโลกนั้นลดลงจากเดิมที่ 22.6% เมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ลงมาอยู่ที่ 22.2% ในปัจจุบัน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะหากธนาคารกลางต่างเห็นแล้วว่าสกุลเงินยูโรกำลังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากถือต่อไปก็เท่ากับสินทรัพย์ในมือมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย

กรณีดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญโดยเฉพาะสำหรับธนาคารกลางของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศในฐานะเกราะป้องกันความผันผวนของสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งหากทุนสำรองในมือมีมูลค่าลดลงก็ย่อมส่งผลให้ความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของค่าเงินลดลงตาม

จอร์จ ซาราเวลอส นักยุทธศาสตร์จากธนาคารดอยช์แบงก์ คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งมีทุนสำรองระหว่างประเทศเรา 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และถือตราสารหนี้ราว 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะลดการถือครองเงินยูโรลง

เช่นเดียวกับด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ซึ่งมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 3.84 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะลดสัดส่วนการถือสกุลเงินยูโรเช่นกัน

แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวในการลดการถือครองสกุลเงินยูโรของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลกเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ต่อสถานะการเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ไอเอ็มเอฟใกล้จะมีการพิจารณาปรับสิทธิถอนเงินพิเศษ (เอสดีอาร์) ในปีนี้ ซึ่งมีขึ้นทุกๆ 5 ปี

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกไม่น้อยที่ค้านมาว่า ยูโรจะสามารถรักษาสถานะการเป็นสกุลเงินหลักของโลกไว้ได้ ท่ามกลาง บรรยากาศทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ซบเซาและค่าเงินอ่อนอย่างมาก เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตและการมีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแนบแน่นกับทั้งโลก ในฐานะผู้นำเข้าหลัก

ถึงกระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้แต่จีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เช่นกันและมีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแนบแน่นทั่วโลกเช่นกัน ทว่าสกุลเงินหยวนยังไม่ได้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแต่อย่างใด

ฉะนั้น การมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่แทบไม่สามารถประกันได้เลยว่า สกุลเงินของประเทศนั้นจะได้รับการยอมรับในฐานะสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ

โดยสรุป “การใช้ยาแรง” อย่างมาตรการคิวอีนั้น เหมือนเป็นดาบสองคมต่อเศรษฐกิจยูโรโซนในขณะนี้ ในฟากหนึ่งก็ช่วยให้ตัดวงจรเงินฝืด แต่อีกด้านหนึ่งก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สกุลเงินยูโรหลุดจากการเป็นสกุลเงินหลักของโลกเช่นกัน

อีซีบีจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปกับการใช้ดาบสองคมเช่นนี้ นับเป็นประเด็นที่น่าติดตามไม่น้อยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน