
แววผู้นำ ของพระยาพหลฯ ปรากฏที่ญี่ปุ่น
หนังสือสมุดภาพ พระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1 เขียนถึงท่านเมื่อไปปฏิบัติภารกิจทางทหารที่ประเทศญี่ปุ่น
หนังสือสมุดภาพ พระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1 เขียนถึงท่านเมื่อไปปฏิบัติภารกิจทางทหารที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 1 ม.ค. 2462 ว่าได้ไปพบนิมิตประหลาดที่ประเทศญี่ปุ่น
พระยาพหลพลพยุหเสนา หรือ พจน์ พหลโยธิน เรียนจบจากเยอรมนี กลับมารับราชการในสยาม เมื่อ พ.ศ. 2457 ได้รับใช้ประเทศชาติด้วยดี ในวันที่ 1 ม.ค. 2462 ขณะที่มีบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงสรายุทธสรสิทธิ์ ยศทหารเป็นร้อยเอก ได้รับคำสั่งให้ไปรับราชการในกรมจเรทหารปืนใหญ่ในกระทรวงกลาโหม เพื่อเตรียมตัวออกไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลัดเปลี่ยนหน้าที่กับ พล.ต.พระยาอินทรวิชิต ซึ่งเวลานั้นเป็นหัวหน้าออกไปตรวจรับปืนใหญ่อันเป็นราชการพิเศษ ณ ประเทศญี่ปุ่น ท่านปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายด้วยดี
หนังสือสมุดภาพ ที่รวบรวมโดยสำนักพิมพ์ต้นฉบับ เล่าว่า ในระหว่างเวลาที่ท่านประจำราชการพิเศษอยู่ในประเทศญี่ปุ่นคราวนั้น มีกรณีสำคัญแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตแสดงดาวประจำชีพของท่านให้ปรากฏแก่ชาวญี่ปุ่น และแก่ตัวพระยาพหลฯ เอง
เรื่องมีว่า วันหนึ่งพระยาพหลฯ ได้ไปเห็นอนุสาวรีย์ของรัฐบุรุษญี่ปุ่นผู้หนึ่ง คือ บารอนไสโก (Saigo) ผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศญี่ปุ่น ที่ปราบอำนาจของโชกุน (ตำแหน่งคล้ายผู้บงการประเทศ (Dictatorship)) แล้วอัญเชิญพระเจ้าแผ่นดินให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ในชั้นต้นพระยาพหลฯ หารู้จักบารอนไสโกไม่ จึงถามล่ามประจำตัวของท่านว่าเป็นใคร (คือ ร.อ.อะมะทัตสุด เคยเข้ามาเมืองไทยครั้งหนึ่ง) ล่ามได้บรรยายเรื่องราวของอนุสาวรีย์ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนอวสาน
เมื่อเล่าจบแล้ว ล่ามได้กล่าวอย่างจริงจังว่า “รูปนี้ช่างคล้ายท่านมาก บางทีต่อไปเบื้องหน้าท่านจะได้เป็นอย่างคนนี้บ้างกระมัง”
หลังจากนั้นได้ร่วมและชมการซ้อมรบใหญ่ และมีการตรวจพลสวนสนาม ท่านได้เข้าร่วมขบวนตามเสด็จพระยุพราชญี่ปุ่น และเกิดอุบัติเหตุระหว่างกระโดดขึ้นม้า ทำให้ขากางเกงข้างซ้ายของท่านขาด
เสร็จการตรวจพลสวนสนามแล้ว ได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงของเศรษฐีญี่ปุ่นท่านหนึ่ง คือ พ.ท.ไสโก ซึ่งเป็นหลานชายบารอนไสโก ผู้ที่มีรูปอนุสาวรีย์ไว้นั้น
ผู้เป็นล่ามได้เอ่ยปากขอยืมกางเกงใหม่จาก พ.ท.ไสโกให้พระยาพหลฯ เปลี่ยนเพราะเป็นสีกากีแกมเขียวคล้ายคลึงกัน ซึ่งกางเกงตัวนั้นช่างเหมาะเจาะแท้ๆ ทีเดียวราวกับช่างได้วัดตัวไว้ โดยผู้เป็นล่ามได้เพ่งพิศดูพระยาพหลฯ ด้วยความสนเท่ห์แล้วก็กล่าวว่า “ท่านสวมกางเกงตัวนี้ได้เหมาะเจาะจริง น่าแปลกประหลาดแท้ ภายหน้าท่านคงจะได้เป็นบารอนไสโกแน่ๆ”
ที่เล่ามานี้เป็นนิมิตประหลาดที่ญี่ปุ่น และส่งผลให้ท่านได้รับพระราชทานตราทิพยสมบัติชั้น 4 จากราชาธิราชประเทศญี่ปุ่นในเดือน เม.ย. 2464 เมื่อกลับจากประเทศญี่ปุ่น ได้รับตำแหน่งประจำกรมจเรทหารปืนใหญ่ รับเงินเดือน 320 บาท วันที่ 1 เม.ย. 2466 ได้เลื่อนยศเป็น พ.ท. และรับเงินเดือน 400 บาทวันที่ 9 ก.ค. 2466 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพระสรายุทธสรสิทธิ์วันที่ 1 เม.ย. 2469 ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการแผนกโรงเรียนทหารปืนใหญ่ โคกกระเทียม จ.ลพบุรี วันที่ 1 เม.ย. 2470 ย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร กรมยุทธศึกษาทหารบก วันที่ 1 เม.ย. 2471 ได้เลื่อนยศเป็นพันเอกวันที่ 20 พ.ค. 2471 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯ เป็นราชองครักษ์เวร และได้ตามเสด็จประพาสประเทศสิงคโปร์ ชวา และบาหลีเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2472 ในฐานะราชองครักษ์ประจำ ซึ่งนับว่าเป็นราชการพิเศษอีกคราวหนึ่ง
เมื่อเสด็จกลับมาถึงพระนครแล้ว พระยาพหลฯ ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 4 กับแหนบพระบรมนามาภิไธยย่อ ชั้น 2 จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2475 เป็นหัวหน้าคณะราษฎร ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ผ่านมาแล้ว 83 ปี นักการเมืองไทยทำให้ประชาธิปไตยไม่เดินหน้า แม้ว่า พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้นิมิตดีๆ ที่หยิบยื่นประชาธิปไตยให้แล้ว ต้องมานับหนึ่งใหม่ปีแล้วปีเล่า







