
รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทางรอดประมงไทย
ปัญหาประมงไทยไม่ได้มีแค่ปัญหาด้านแรงงานทาสเท่านั้น ยังมีปัญหาเรืออวนลากผิดกฎหมายอีกด้วย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ปัญหาประมงไทยไม่ได้มีแค่ปัญหาด้านแรงงานทาสเท่านั้น ยังมีปัญหาเรืออวนลากผิดกฎหมายอีกด้วย และปัญหาดังกล่าวกำลังจะทำให้ไทยต้องถูกขึ้นบัญชีดำการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู จากสหภาพยุโรป (อียู)
ไทยไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาประมงไทยแต่อย่างใด โดยรัฐบาลพยายามเร่งขึ้นทะเบียนเรืออวนลากผิดกฎหมาย ทว่าวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ สภาภรณ์ อนุชิราชีวะ นักวิชาการทะเลและผู้จัดโครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ระบุว่า เป็นการแก้ปัญหาผิดจุด
สภาภรณ์ ระบุว่า ไทยมีเรือประมงถูกกฎหมายเพียงแค่ราว 2,000 ลำ จากทั้งหมดราว 5,000 ลำเท่านั้น และไทยกำลังพยายามให้ใบอนุญาตกับเรือผิดกฎหมายเหล่านั้น เนื่องจากอียูต้องการรายงานที่ระบุถึงที่มาของสินค้า ฉะนั้นแล้วเมื่อเรือเหล่านั้นไม่ได้ลงทะเบียนก็ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังยุโรปได้
อย่างไรก็ตาม ไอยูยูไม่ได้หยุดอยู่ที่ปัญหาด้านแรงงานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการทำประมงแบบทำลายล้างระบบนิเวศอีกด้วย เช่นเดียวกับที่เรืออวนลากกระทำด้วยการลากปลาน้อยใหญ่ปะปนกันที่รวมถึงลูกปลาและปลาที่ไม่ใช่สำหรับบริโภค
การประมงดังกล่าวจึงไม่ใช่การประมงแบบยั่งยืน รวมถึงยังไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
“ไอยูยูส่งเสริมการทำประมงอย่างรับผิดชอบ การแก้ปัญหาด้วยการให้ใบอนุญาตไม่ได้ตอบโจทย์ดังนั้น ระยะยาวก็จะโดนอีก”นักวิชาการประมงกล่าว พร้อมเสริมว่าชาวประมงพื้นบ้านเองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแก้ปัญหาด้วยการให้ใบอนุญาตดังกล่าว
ดังนั้น ทางรอดประมงไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่ขึ้นทะเบียนเรือประมงให้ถูกกฎหมาย แต่เป็นการทำประมงแบบรักษาระบบนิเวศต่างหาก
ยกตัวอย่างที่ การทำประมงพื้นบ้าน ณ ชุมชนบ้านช่องฟืน ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ชุมชนดังกล่าวตระหนักได้เมื่อราว 20 ปีก่อนแล้ว ว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมดจากทะเลสาบสงขลา
ชุมชนบ้านช่องฟืนจึงจัดตั้ง “แพปลา” อันเป็นสถานที่รับซื้อปลา พร้อมกับตั้งกฎภายในชุมชนด้วยกันเองในการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เช่น การจำกัดเครื่องมือที่ใช้ การแบ่งอาณาเขตให้สัตว์น้ำได้พักฟื้นเพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศ หรือแม้กระทั่งการจัดตั้งประมงลาดตระเวนอาสา เพื่อคอยจับชาวบ้านที่ทำผิดกฎ โดยชุมชนมีมาตรการลงโทษด้วยการยึดเครื่องมือประมงของคนที่ทำผิดมาประมูลขาย
อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนจะรักษาสัตว์น้ำเอาไว้ได้แต่รายได้กลับไม่มากเท่าที่คิดจนแทบตั้งตัวไม่ได้ เนื่องจากในขณะนั้นชุมชนไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากขายสัตว์น้ำให้กับแม่ค้าคนกลางที่กดราคาสัตว์น้ำ
ในตอนนั้นเอง โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ ซึ่งได้รับงบประมาณจากอียูในส่วนการสนับสนุนลดความเหลื่อมล้ำ ได้เข้าไปช่วยเหลือชุมชมในการบุกเบิกตลาดกรุงเทพฯ หลังวิจัยพบความต้องการบริโภคอาหารอินทรีย์ในเมืองหลวง
ฉะนั้น เมื่อชุมชนมีทางเลือกในการขายสินค้ามากขึ้น ราคากุ้งก้ามกราม สินค้าอันดับ 1 ของชุมชนบ้านช่องฟืน ได้ปรับขึ้นเป็น 850-1,000 บาท/กิโลกรัม จากที่ตอนแรกขายแบบคละขนาดได้เพียงกิโลกรัมละ 550 บาทเท่านั้น
การแก้ไขปัญหาการทำประมงไม่ได้เริ่มต้นที่ชาวประมงเพียงเท่านั้น ยังต้องเริ่มที่ผู้บริโภคด้วยเช่นเดียวกัน โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์จึงได้เลือกใช้สื่อต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊กและสื่อกระแสหลักให้ความรู้ผู้บริโภครวมถึงยังจัดทัวร์ผู้บริโภค เพื่อปลุกจิตสำนึกการอนุรักษ์และเข้าใจชาวประมงที่ทำประมงแบบรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ไม่เพียงแต่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น แต่ยังทำให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ลิ้มรสสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี เนื่องจากแต่เดิมการขนส่งจากพ่อค้าคนกลางไปยังตลาด ทำให้สัตว์น้ำที่ต่อให้ไม่ใช้สารเคมีเลี้ยงมาก็ปนเปื้อนสารเคมีในกระบวนการขนส่งอยู่ดี
หลังจากที่ตลาดกรุงเทพฯ เริ่มอยู่ตัวแล้ว โครงการดังกล่าวก็จะเข้าสู่ช่วงระยะ 2 คือ การสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือในการเชื่อมผู้บริโภคในตลาดกรุงเทพฯ กับชาวประมงต่อไป โดยองค์กรดังกล่าวนั้น ต้องยึดหลัก 4 ประการ คือ ประการแรก เข้าใจสินค้าอินทรีย์ และ ประการที่สอง คือ ชุมชนต้องมีส่วนรวม โดยชุมชนต้องเป็นเจ้าของด้วย ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบของการถือหุ้น
นอกจากนี้ ประการที่สามคือ เน้นเรื่องรายได้ที่เป็นธรรมและ ประการสุดท้าย ต้องทำประมงด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ผู้จัดการโครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ เปิดเผยว่า องค์กรดังกล่าวอาจเป็นในรูปแบบสหกรณ์ ที่คนในชุมชนมีหุ้นส่วนหรือในรูปแบบของธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์) ที่ทุกคนมีหุ้นส่วนและทำร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันระยะแรกของโครงการยังมีส่วนที่ต้องแก้ไขอีก คือ การสร้างห่วงโซ่อุปทานให้เข้มแข็ง เนื่องจากขณะนี้สัตว์น้ำที่จับได้บางครั้งไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
สภาภรณ์ ระบุว่า โครงการซึ่งได้รับงบประมาณจากอียูนี้ ไม่สามารถอยู่ช่วยชุมชนได้ตลอดไป ดังนั้นเป้าหมายอย่างหนึ่งของโครงการ คือ การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การประมงพื้นบ้านก็สามารถประสบความสำเร็จได้
สอดคล้องกับ ฉ่าผ๊ะ หมัดทองใหม่ พนักงานรับซื้อของชุมชนบ้านช่องฟืน กล่าวว่า ต้องการให้ชุมชนอื่นเอาอย่างการประมงแบบรับผิดชอบ เนื่องจากการทำประมงดังกล่าวเป็นการทำประมงอย่างยั่งยืน มีสัตว์น้ำให้จับตลอดทั้งปี
“เราต้องพิสูจน์ว่าเราทำได้” ฉ่าผ๊ะ กล่าว







