posttoday
ปฏิรูปตำรวจด้วย ม.44

ปฏิรูปตำรวจด้วย ม.44

12 เมษายน 2558

ตำรวจไม่ได้ “ชั่วช้า” จึงต้องปฏิรูปโดยเร็ว ความจริงการปฏิรูปตำรวจน่าจะดำเนินการได้สำเร็จมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้นแล้ว

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ตำรวจไม่ได้ “ชั่วช้า” จึงต้องปฏิรูปโดยเร็ว

ความจริงการปฏิรูปตำรวจน่าจะดำเนินการได้สำเร็จมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้นแล้ว จากการที่สามารถเอาชนะ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2500 เพราะมหาอำมาตย์ทั้งสองท่านนี้ได้ขับเคี่ยวชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งแต่ครั้งรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดย พล.ต.อ.เผ่าที่แต่เดิมก็เป็นทหาร แต่ได้หันมาเอาดีในกรมตำรวจด้วยการสร้าง “กองทัพตำรวจ” ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ส่วนจอมพลสฤษดิ์ก็เติบโตขึ้นมาในกองทัพด้วยลักษณะผู้นำแบบ “ใจถึงพึ่งได้”

แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทำอะไรกับกรมตำรวจ ที่อาจจะเป็นด้วย “ลูบหน้าก็ปะจมูก” หรือสมประโยชน์กัน เพราะต่อมาในยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีที่รับมรดกมาจากจอมพลสฤษดิ์ ก็ยังส่งเพื่อนของตัวเองคือ พล.อ. ประภาส จารุเสถียร ไปเป็นอธิบดีกรมตำรวจ นี่ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าผลประโยชน์ที่ได้จากการเข้าไปควบคุมตำรวจนั้นมากมายมหาศาลเพียงใด เพราะจากสภาพหอกข้างแคร่ของตำรวจในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลายมาเป็น “บ่อเงินบ่อทอง” ของกองทัพในยุคต่อมา เข้าทำนอง “คุมตำรวจได้ก็คุมดวงอาทิตย์ทั้งดวงนั้นได้”

ปฏิรูปตำรวจด้วย ม.44

 

ใน พ.ศ. 2518 ที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี มีเหตุการณ์ที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งชุมนุมปลุกระดมกันที่สนามหลวง เพียงเหตุความไม่พอใจที่รัฐบาลได้สั่งปล่อยประชาชนที่ถูกจับกุมเกี่ยวกับเรื่องเหมืองแร่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ในการชุมนุมดังกล่าวก็มีการเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง (คำนี้เป็นสำนวนแต่อาจจะมีอะไรอื่นรับประทานนอกเหนือจากปลาปิ้งนั้นด้วย) ตั้งแต่เที่ยงๆ เมื่อเมาได้ที่แล้วก็พากันเดินขบวนมาที่บ้านสวนพลู ครั้นถึงหน้าบ้านก็ร้องด่าทออยู่สักครู่ ก่อนที่จะบุกเข้ามาในบ้านทรงไทยหลังงาม แล้วทุบขว้างทำลายข้าวของต่างๆ  รวมทั้งสัตว์เลี้ยง เช่น ปลากัด (ที่ยกโหลหนีไม่ทัน) และนกกรง (มีนกขุนทองและปรอดหัวโขนที่ไม่คิดว่าตำรวจจะกล้าทำร้าย) รวมทั้งยิงปืนใส่พื้นเพดานใต้ถุนบ้าน

โชคดีที่ตำรวจจากสถานีตำรวจทุ่งมหาเมฆรู้ข่าวนี้ก่อน จึงได้มาขอให้ท่านอพยพไปอยู่ที่โรงพัก กระนั้นพอตอนค่ำที่ตำรวจขี้เมาแยกย้ายหนีไปแล้ว ท่านก็กลับมาดูซากปรักหักพังด้วยความเศร้าเสียใจ กรมตำรวจและกระทรวงมหาดไทยก็อยากเอาใจนายกฯ โดยจะจับตัวตำรวจนับร้อยๆ คนนั้นมาลงโทษให้เด็ดขาด แต่นายกฯ คึกฤทธิ์ได้ตอบไปว่าอย่าไปทำเลย ท่านเองก็เป็นลูกตำรวจ (พระองค์เจ้าคำรพบิดาของท่านคืออธิบดีกรมตำรวจคนแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยย้ายมาจากทหารในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 3) อยากจะให้อภัยละโทษจากกันเสีย โดยพูดว่า “บ้านเรือนข้าวของเสียหาย ก็สร้างและซ่อมขึ้นใหม่ได้ แต่อนาคตของคนที่เสียไปแล้วยากที่ฟื้นคืนมา”

ปัญหาของตำรวจที่ต้องปฏิรูปมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกก็คือปัญหาความยิ่งใหญ่เหนือกฎหมายจนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง อย่างที่กล่าวมาข้างต้น อันเกิดจากการลุอำนาจและแสวงหาประโยชน์จากการเป็นผู้ถือกฎหมาย อีกเรื่องหนึ่งก็คือการสมคบคิดกับนักการเมือง

แล้วสร้างอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง ในลักษณะ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” จนทำให้ตำรวจ “ใหญ่คับฟ้า” จนไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แม้จะได้พยายาม “คิด” ปฏิรูปกันมาหลายปีนี้

ผู้เขียนมีส่วนเกี่ยวข้องในความพยายามที่จะปฏิรูปตำรวจมา 4 ครั้ง ครั้งแรกที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ช่วงปี 2549-2551 โดยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ มีการออกรับฟังความคิดประชาชน (รวมถึงตำรวจ)  อย่างกว้างขวาง จนเสร็จเป็นร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานตำรวจให้กระจายอำนาจไปในระดับภูมิภาค โดยมีหน่วยงานการในลักษณะคณะกรรมการตรวจสอบและรับเรื่องราวร้องทุกข์ให้ประชาชนสามารถกำกับควบคุมตำรวจได้ระดับหนึ่ง โดยผ่านการรับหลักการของ สนช.ยุคนั้นแล้ว แต่ก็มีการดึงเรื่องของ “กลุ่มตำรวจอาวุโส” ไม่ให้เข้าสภาในวาระ 2 จนรัฐบาลหมดอายุไป

ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2552 เมื่อมีการแต่งตั้งคณะตรวจสอบเรื่องทุจริตในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในกองบัญชาการต่างๆ จนพบว่ามีการทำกันอย่างเป็นระบบ มีการแอบเบื้องสูง และมีนักการเมืองเกี่ยวข้องจำนวนมาก จนนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ซึ่งผู้เขียนก็เป็นกรรมการด้วยคนหนึ่ง และครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2553 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกเช่นกัน ผู้เขียนได้ร่วมอยู่ในคณะแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่มีท่านอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานนั้นด้วย ในบรรดาข้อเสนอต่างๆ มีข้อหนึ่งได้เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่รวมถึงการควบคุมตำรวจ แต่พอภายหลังการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กฎหมายต่างๆ ที่เตรียมไว้ก็ถูกรัฐบาลใหม่เมินเฉย

ครั้งที่ 4 คือในคราวการต่อสู้ของมวลชนที่เรียกว่า กปปส. โดยผู้เขียนเป็นคณะทำงานด้านการปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารราชการ ระหว่างที่กำลังทำอยู่นั้นก็เกิดรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ขึ้นเสียก่อน ไม่ทราบว่าผู้เขียนเกิด “หน้ามืด” อะไร จึงได้หาญกล้าเสนอให้คณะกรรมการของ กปปส.ไปเรียนหัวหน้า คสช.ให้ช่วยออกประกาศสักฉบับหนึ่งเพื่อปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จ โดยให้มีการจัดระบบการรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาค ให้แม่ทัพภาคเป็นผู้บังคับบัญชา แล้วให้ตำรวจ รวมทั้งผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดต่างๆ ไปร่วมทำงานอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อเตรียมตำรวจให้คุ้นกับการทำงานในระบบใหม่ที่จะต้องอยู่ประจำในพื้นที่ เพื่อรองรับการกระจายอำนาจออกไปสู่ตำรวจในจังหวัดต่างๆ นั้น

ผู้เขียนไม่ทราบว่าร่างประกาศ คสช.ฉบับที่ได้ลองยกร่างไปนั้นได้ถึงมือ คสช.หรือยัง แต่พอได้มาเห็นประกาศ คสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้ทหารไปจัดการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ใน 3-4 เรื่อง ตามที่ได้ประกาศออกมาในสัปดาห์ก่อน ก็อยากจะฝากเรื่องปฏิรูปตำรวจนี้อีกเรื่องหนึ่ง

ม.44 นี่แหละที่จะเป็น “ดวงอาทิตย์ดวงใหม่” ของสังคมไทย

ขอแก้ความผิดพลาด เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขียนว่านางโกลดา มะเอียร์ ถูกยิงเสียชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง ที่จริงท่านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2521 ทั้งนี้ ก็ด้วยความเลินเล่อของผู้เขียนที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ ซึ่งต้องขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ได้ท้วงติงและให้ข้อมูลที่ถูกต้องมา ณ ที่นี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI