posttoday
รัฐธรรมนูญเคร่งจริยธรรม

รัฐธรรมนูญเคร่งจริยธรรม

10 เมษายน 2558

โดย...โคทม อารียา 

โดย...โคทม อารียา 

เจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญมี 4 ประการ คือ “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข” ในส่วนของการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่นั้น มีการบัญญัติให้มีกลไกต่างๆ อาทิ สมัชชาพลเมืองเพื่อให้ความเห็นแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด สภาตรวจสอบภาคพลเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบการผิดจริยธรรมในทุกจังหวัด ในส่วนของการเมืองใสสะอาดก็มีหลายมาตรการ หนึ่งในนั้นคือการมีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ทำหน้าที่ไต่สวนการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและส่งเรื่องให้รัฐสภาหรือประชาชนถอดถอน

ผมมีความรู้สึกว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความหวังดี หวังจะเขียนกฎหมายมาบังคับให้คนเป็นคนดีให้ได้ อยากจะทำให้จริยธรรมมีผลบังคับอย่างเคร่งครัดเหมือนกฎหมายและให้มีบทลงโทษ (ทางวินัยและทางการเมือง) แก่ผู้ทำผิดจริยธรรม จึงบัญญัติว่า

“...จะต้องมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับเป็นไปตามประมวลจริยธรรมนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ

การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยและให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติหรือผู้ที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมอบหมายไต่สวนการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
ดังกล่าวโดยเร็ว และให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและแจ้งให้สมัชชาพลเมืองทราบ...

เมื่อได้รับรายงานจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ให้องค์กรตามวรรคสองพิจารณาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ต้องสอบสวนหรือไต่สวนอีก...”

การเขียนทำนองนี้น่าจะตึงเกินไปและเกรงว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้ เจตนารมณ์ข้อที่สี่ก็จะไม่เป็นจริง คือแทนจะมีสันติสุขก็อาจเกิดความอลเวง การเลือกปฏิบัติ

ลองมาพิจารณาขอบเขตของจริยธรรมดูบ้าง ร่างรัฐธรรมนูญดูเหมือนจะบัญญัติมาตรฐานขั้นต่ำไว้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการบัญญัติที่เห็นว่าตึงไปดังนี้

“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่นในภาครัฐอย่างน้อยต้องปฏิบัติตนดังนี้

(1) แยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่และยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนเหนือประโยชน์ส่วนตนและของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ตนสังกัด

(2) รับฟังความคิดเห็นและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

(3)  แสดงความคิดเห็น อภิปราย หรือให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

(4) แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อตนหรือผู้อยู่ในความรับผิดชอบของตนกระทำผิด หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน

(5) เมื่อพบว่ามีการกระทำซึ่งมีลักษณะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือประมวลจริยธรรม ต้องคัดค้านการกระทำดังกล่าว และแจ้งให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

มีกรณีต้องตีความหรือไม่ว่า “อะไรคือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ” “การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง” หมายถึงอะไร การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างไรจึงจะ “ครบถ้วน ถูกต้อง” “ผู้อยู่ในความรับผิดชอบของตน” หมายถึงใคร “กระทำผิด” ลักษณะใดตนจึงต้องรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งหมายความว่าลาออกจากตำแหน่งใช่ไหม ส่วนการกำหนดว่าถ้าพบการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมให้คัดค้านและแจ้งองค์กรดามรัฐธรรมนูญ หมายความว่าการไม่คัดค้านและไม่แจ้ง จะพลอยผิดจริยธรรมไปด้วยใช่ไหม อนึ่ง จริยธรรมคือสิ่งที่ควรปฏิบัติ ประมวลจริยธรรมน่าจะเขียนไว้กว้างๆ บทบัญญัติข้างต้นจะทำให้ผู้นำในภาครัฐทุกคนกลายเป็นตำรวจทางจริยธรรมที่ต้องคอยตีความและส่งฟ้องกรณีละเมิดจริยธรรมกันแล้วหรือ

นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้นำอื่นในภาครัฐอย่างน้อยต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้

(1) ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ของพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่ตนสังกัด หรือกระทำการอื่นอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์

(2) ละเมิดหลักสำคัญทางศีลธรรม ศาสนา และประเพณี

(3) ใช้วาจาไม่สุภาพ หรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังกัน

(4) ยอมให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดครอบงำหรือชี้นำโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรม

(5) ใช้อำนาจหน้าที่ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

(6) เลี่ยงหรือชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งไม่แสดงความเห็นทำนองดังกล่าวต่อสาธารณะ

หมายความว่าผู้นำในภาครัฐต้องไม่ทำเรื่องที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์แม้กฎหมายไม่ห้ามไว้ ซึ่งน่าจะขัดกับหลักการที่ว่า คนเราเกิดมามีสิทธิเสรีภาพเว้นแต่จะถูกจำกัดด้วยกฎหมาย เราจะเป็นนิติรัฐ หรือจริยรัฐกันแน่

ในเมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญเคร่งเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทำไมจึงเอาความคิดของตัวเองในเรื่องจริยธรรมใส่ในรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด จะเป็นเพื่อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องที่คิดเหมือนกันได้มีโอกาสเข้าไปพิทักษ์และปฏิบัติใช้ความคิดของตนโดยอาศัยรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ เรื่องที่น่าจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองและพวก (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 30 คน) เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 120 คน

ที่หนักหนาสาหัสคือ นอกจากถือประโยชน์แต่ความคิดตนที่จะบังคับต่อผู้อื่นแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ร่างยังหวังใน “ความเป็นอมตะ” ของความคิดนั้น โดยถือบัญญัติว่าอย่ามาแก้ความคิดของฉัน คือถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญก็ให้ยากเย็น จนถึงกับต้องลงประชามติก็มี จึงอยากถามว่าท่านเองได้อาณัติจากใครและคิดจะขอประชามติบ้างไหม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน