
ไทยแลนด์ แกรนด์เซลส์
กิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวไทยที่เรามักจะพบเห็นกันอยู่เสมอๆ ทุกๆ ปี คือการจัดการขายสินค้าลดราคา ที่ว่ากันว่าให้ส่วนลดสูงสุดในบางรายการสูงกว่า 70% ก็เคยมี โดยเฉพาะการจัดงานในย่านธุรกิจที่สำคัญในเขตเมืองหลวง ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ประกอบการร้านค้าจัดนำสินค้าที่สามารถลดราคาได้มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งต่างชาติ โดยมีบัตรเครดิตชั้นนำเข้ามาช่วยส่งเสริมประชาสัมพันธ์
กิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวไทยที่เรามักจะพบเห็นกันอยู่เสมอๆ ทุกๆ ปี คือการจัดการขายสินค้าลดราคา ที่ว่ากันว่าให้ส่วนลดสูงสุดในบางรายการสูงกว่า 70% ก็เคยมี โดยเฉพาะการจัดงานในย่านธุรกิจที่สำคัญในเขตเมืองหลวง ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ประกอบการร้านค้าจัดนำสินค้าที่สามารถลดราคาได้มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งต่างชาติ โดยมีบัตรเครดิตชั้นนำเข้ามาช่วยส่งเสริมประชาสัมพันธ์
ในกรณีที่เป็นงานใหญ่ระดับนโยบายของประเทศ ก็จะมีหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนอีกทางหนึ่ง เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นที่รับทราบกันในวงกว้าง ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อประเภทออนไลน์ต่างๆ ครอบคลุมทั้งตัวลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างๆ
เท่าที่ผมได้ติดตามงานประเภทนี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จมากนักหรอกครับ ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงก่อนนะครับ ว่างานประเภทนี้นั้น ผู้จัดงานนิยมระดมผู้ผลิตผู้จำหน่ายสินค้ามาออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายในเชิงปริมาณ มากกว่าที่จะพิถีพิถันในคุณภาพของสินค้าหรือให้ความสนใจในความต้องการของลูกค้ามากนัก
นอกจากนี้ สินค้าบางชนิดที่นำมาลดราคาเป็นสินค้าเกือบจะเรียกได้ว่าใกล้หมดอายุการใช้งานก็มี เป็นสินค้าตกยุคสมัยส่วนหนึ่ง สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานบ้าง หากจะพูดกันจริงๆ งานที่ว่านี้ก็คืองานมหกรรมเลหลังสินค้าเป็นส่วนใหญ่นั่นเองครับ แถมยังมีการลดแบบมีเงื่อนไข มีลูกเล่นให้ลูกค้าสับสนในบางกรณี อย่างเช่นไม่ลดราคาชิ้นแรก หากแต่ต้องซื้อสินค้าชิ้นที่สองจึงจะได้ส่วนลด หรือว่าบวกราคาเพิ่มขึ้น แล้วจึงนำมาให้ส่วนลดเหล่านี้ เป็นต้น
หน่วยงานภาครัฐเอง ที่ผ่านมาก็เพียงเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์ พร้อมแสดงสัญลักษณ์ของหน่วยงานนั้นๆ บนสถานที่ที่มองเห็นได้ชัดในการจัดงาน บนสื่อโฆษณาหรือบนเอกสารประชาสัมพันธ์ต่างๆ เท่านั้นเอง ซึ่งหากจะถามว่างานมหกรรมไทยแลนด์ แกรนด์เซลส์ ที่เคยได้จัดกันมาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันมานั้น ได้ผลสำเร็จในการช่วยส่งเสริมนักท่องเที่ยวเดินทางต่างชาติให้เข้ามาสนุกสนานกับการเลือกซื้อสินค้าต่างๆ รวมถึงมีการใช้จ่ายสตางค์มากขึ้นในประเทศไทยมากแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในทวีปเอเชียที่มีเงิน มีความต้องการสินค้าหรูหรา สินค้าแบรนด์เนม มากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ
คำตอบแบบตรงๆ บนพื้นฐานของความจริงในเรื่องนี้ ผมคิดว่าที่ผ่านๆ มา เราก็เพียงแค่ได้จัดงานในแต่ละปีให้เสร็จสิ้นไปตามแผนงานเท่านั้นเองครับ ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนแปลงแนวนโยบายระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับภาษีของภาครัฐในเรื่องภาษีนำเข้า 30% ในประเภทสินค้าแบรนด์เนมยอดนิยม ไทยแลนด์ แกรนด์เซลส์ ก็คงเป็นงานกิจกรรมการตลาดทางการท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นเท่านั้นครับ ไม่ใช่ระดับโลกหรือระดับที่จะใช้เป็นนางกวักอินเตอร์ เรียกความสนใจจากคนทั้งโลกได้ครับ
ลองคิดดูเล่นๆ หากเราต้องการจัดงานมหกรรม Thailand Grand Sales อย่างจริงๆ จังๆ แล้ว ภาครัฐควรช่วยสนับสนุน โดยให้มีนโยบายลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมยอดนิยมทุกอย่างเหลือแค่ 5% ในช่วงเวลาจำกัดที่ภาครัฐกำหนดนอกฤดูกาลท่องเที่ยว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสั่งสินค้าแบรนด์เนมยอดนิยมทุกประเภท ทั้งกระเป๋า น้ำหอม เสื้อผ้า นาฬิกา ฯลฯ มาจำหน่ายเฉพาะในงานนี้ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานภาคการท่องเที่ยวของรัฐ ร่วมกันกับภาคเอกชน ควรร่วมกันนำเงินมาลงขันกัน เพื่อทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ไปในประเทศกลุ่มเป้าหมาย อาทิ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งพี่น้องชาวไทยที่นิยมไปช็อปปิ้งในต่างประเทศ ให้รับทราบถึงมหกรรมลดกระหน่ำสินค้าชั้นสูงเหล่านี้ในประเทศไทย บนพื้นฐานราคาที่ไม่ต้องเสียค่าบัตรโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการเดินทางไปเข้าคิวซื้อในยุโรปอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าในงานนี้สามารถเรียกคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้อีก 7% อีกด้วย อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้อาจจะมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีอากรไม่เห็นด้วยนัก เพราะจะไปลดรายได้ในการจัดเก็บภาษี แต่สำหรับในทัศนะของผมแล้วนั้น นโยบายต่างกรมต่างกระทรวงต่างทำของภาครัฐที่ปฏิบัติกันมาอย่างเนิ่นนานนั้น น่าจะถึงเวลาทบทวนได้แล้วครับ ควรจะใช้นโยบายที่มองภาพใหญ่ รวมผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลักเกณฑ์ครับ
หากมองเผินๆ เราอาจจะเสียโอกาสในการเรียกเก็บภาษีจากเดิมไปเหมือนจะเป็นจำนวนสูง แต่หากมองในมิติของภาครวมในการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเม็ดเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการท่องเที่ยว อาทิ ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ปริมาณของนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพหรือมีสตางค์ที่จะเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก สินค้า SME เกษตรกรและผู้ผลิตอาหารเครื่องดื่ม ต่างจะมีโอกาสได้รับรายได้ที่มากขึ้น รวมไปถึงอาจจะมีอนาคตทางธุรกิจที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่งครับ
อย่าลืมว่าภาครัฐยังมีภาษีที่สำคัญที่สามารถเรียกเก็บจากผู้ประกอบการธุรกิจได้อีก คือ ภาษีนิติบุคคล หากการดำเนินธุรกิจดี ก็จะสามารถเก็บภาษีนิติบุคคลได้มากขึ้น ผมอยากจะให้ลองพิจารณาแนวทางเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ที่มีวงจรธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในลักษณะปลายน้ำมากกว่าต้นน้ำเฉกเช่นในอดีตครับ
หากเรายังมุ่งเน้นในการทำงานแบบเดิมๆ งานกิจกรรมการท่องเที่ยวระดับชาติ Thailand Grand Sales ก็เป็นได้แค่มหกรรมลดสินค้าระดับท้องถิ่น โดยจัดให้เสร็จๆ ไปตามปีปฏิทิน ใช้งบประมาณของภาครัฐที่มาจากภาษีอากรมาสนับสนุนอย่างที่เคยจัดมา ซึ่งขอเรียนตรงๆ ว่าไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมหภาคของประเทศให้ดีขึ้นแต่อย่างใดครับ







