
แนวปฏิบัติการรวมธุรกิจ ตามพรบ.แข่งขันทางการค้า
โดย...นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์
โดย...นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์
การควบรวมธุรกิจถือเป็นประโยชน์ในการดำเนินการและบริหารจัดการ ทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถขยายตัวได้ และในสภาวะที่ธุรกิจมีจุดอ่อนหรือมีปัญหาในการทำธุรกิจก็สามารถได้รับการฟื้นฟู ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทว่า การควบรวมธุรกิจในตลาดที่มีผู้ประกอบการน้อยราย อาจนำไปสู่การผูกขาด หรือมีแนวโน้มของการลดการแข่งขันได้ จึงต้องมีบทบัญญัติและหลักการปฏิบัติเพื่อป้องกันการรวมธุรกิจที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจเหนือตลาดและใช้อำนาจในลักษณะที่ก่อให้เกิดการจำกัดการแข่งขัน
การใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคได้
อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2542 ได้มีการกำหนดให้มีบทบัญญัติกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรองในมาตรา 26 ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติการรวมธุรกิจ (Merger Guidelines)
ทว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการออกบทบัญญัติดังกล่าวมาบังคับใช้ ทำให้ที่ผ่านมาการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในหลายกรณีเกิดคำถามขึ้นในสังคม ว่าก่อให้เกิดอำนาจเหนือตลาดจนกระทบกับประชาชนหรือไม่ ซึ่งการออกกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเป็นเครื่องมือที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าสามารถนำไปใช้พิจารณาประกอบการอนุญาตการควบรวมกิจการต่างๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่จึงมีความจำเป็น
ดังนั้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงได้เสนอร่างแนวปฏิบัติการรวมธุรกิจให้กับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้พิจารณานำไปใช้ในการพิจารณาควบคุมการควบรวมกิจการประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ
1.เกณฑ์การขออนุญาต โดยกิจการที่เข้าข่ายต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าก่อนการควบรวมกิจการ ได้แก่ การรวมธุรกิจ การเข้าซื้อหุ้นในบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป หรือกรณีที่ซื้อหุ้นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเป็นบริษัทจำกัดให้ใช้เกณฑ์การซื้อหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไปต้องแจ้งต่อคณะกรรมการ
ขณะที่การรวมธุรกิจของบริษัทแม่ที่ส่งผลให้บริษัทในเครือที่เป็นบริษัทลูกควบรวมกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งการควบรวมกิจการด้วยวิธีการต่างๆ ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 30% ขึ้นไป และมียอดขายหรือรายได้ในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาท/ปีขึ้นไป ในตลาดสินค้าหรือบริการใดบริการหนึ่ง
นอกจากนี้ การรวมกิจการที่ไม่ต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ได้แก่ การรวมธุรกิจระหว่างธุรกิจที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทั้งแนวนอนและแนวตั้ง และไม่เกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม การรวมธุรกิจระหว่างบริษัทในกลุ่มเดียวกัน การรวมธุรกิจแบบแนวดิ่ง กรณีที่ผู้ถูกรวมธุรกิจมีส่วนแบ่งทางตลาดไม่เกิน 10% และมีรายได้และยอดขายที่ผ่านมาไม่เกินปีละ 1,000 ล้านบาท การรวมธุรกิจที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ต้องขออนุญาตการควบรวมจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากมีกฎหมายและหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว
2.หลักเกณฑ์ในการพิจารณาขอบเขตของตลาด โดยคณะกรรมการฯ จะต้องพิจารณาทั้งจากส่วนของอุปสงค์และอุปทาน ได้แก่ พิจารณาจากการกำหนดราคา คุณภาพ ความสะดวกของการเข้าถึงสินค้า พฤติกรรมของผู้บริโภค การนำเข้าสินค้าทดแทน ช่องทางการจัดจำหน่าย ต้นทุนการขนส่ง และการเน่าเสียของสินค้า ซึ่งปัจจัยต่างๆ ล้วนมีผลต่อการแข่งขันทางการค้าทั้งสิ้น ในการคำนวณส่วนแบ่งทางตลาดยังต้องคำนึงถึงทั้งส่วนแบ่งทางรายได้และส่วนแบ่งปริมาณสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ ที่ควบรวมกันว่าจะส่งผลโดยรวมต่อตลาดอย่างไร
3.แนวทางในการพิจารณาผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยจะต้องพิจารณาถึง3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1) โครงสร้างตลาดในปัจจุบัน โดยดูถึงการกระจุกตัวของตลาดก่อนและหลังการรวมธุรกิจ 2)โครงสร้างตลาดที่อาจเกิดขึ้นหลังการรวมธุรกิจ โดยพิจารณาถึงโอกาสที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเข้ามาในตลาดได้ การเข้าถึงวัตถุดิบ การเข้าถึงทรัพย์ทางปัญญา และต้นทุนจมในการประกอบธุรกิจ และ 3) โอกาสที่จะเกิดผลกระทบทางลบต่อการแข่งขัน
4.คณะกรรมการฯ ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค เช่น การพิจารณาว่ากิจการที่จะควบรวมกันมีความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือสามารถที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาว่าการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันนั้นสามารถที่จะสร้างประโยชน์ต่อผู้บริโภค
คณะอนุกรรมการที่ร่วมกันร่างจะต้องจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งต่อๆ ไปเพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักกฎหมายและผู้ประกอบการก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้านำไปใช้ในการพิจารณาการควบรวมกิจการต่อไป
ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะยังมีข้อถกเถียงในบางประเด็น เช่น เกณฑ์ในการขออนุญาตการควบรวม ไม่ควรเอาเกณฑ์ของส่วนแบ่งทางการตลาดมาเป็นเงื่อนไข เนื่องจากผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยอาจไม่รู้ถึงส่วนแบ่งทางการตลาดที่แท้จริงของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เกณฑ์ในการกำหนดยอดขายที่ 2,000 ล้านบาท ก็ยังต้องดูถึงความเหมาะสมว่าสูงเกินไปหรือไม่
ขณะที่เกณฑ์การควบคุมบริษัทจำกัดที่สัดส่วน 50% ก็อาจสูงเกินไปเนื่องจากการควบคุมบริษัทอาจไม่ต้องมีสัดส่วนหุ้นถึง 50% ก็ได้
นี่คือเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลต่อตลาดโดยรวม







