posttoday
สุดต้านดอลล์แข็ง เฟดยอมชะลอขึ้นดอกเบี้ย

สุดต้านดอลล์แข็ง เฟดยอมชะลอขึ้นดอกเบี้ย

10 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ยังคงไม่มีความแน่นอนสำหรับระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีขึ้นในช่วงกลางปีนี้ตามที่เสียงส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ หรือจะต้องชะลอออกไปเป็นช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้ากันแน่

เฟดแสดงความไม่มั่นใจอย่างเห็นได้ชัดในประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย นับตั้งแต่การยกเลิกการใช้คำว่า “อดทน (Patient)” ในประโยคที่ระบุถึงการขึ้นดอกเบี้ย ในรายงานแนวทางปฏิบัติในอนาคตเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เปิดเผยว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” โดยให้เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจยังไม่ดี และอัตราค่าจ้างที่ไม่เติบโตทำให้เจ้าตัวรู้สึก “อึดอัด” ที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด

และล่าสุด รายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยให้ทั่วโลกเห็นถึงความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ที่ถกกันว่า ควรจะมีการขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วที่สุดในช่วงเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ หรือควรจะรอดูสภาพเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งอาจจะล่วงเลยไปถึงต้นปีหน้า

รายงานการประชุมดังกล่าวยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เฟดยังไม่เชื่อมั่นสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ และไม่เต็มใจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีนี้อย่างแน่นอน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งเกินไป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั่นเอง

เฟดเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้จากแนวทางปฏิบัติในอนาคตเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า “อัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการส่งออกและอัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เฟดแสดงความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่เฟดมักแสดงความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำและความอ่อนแอในตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินดำเนินนโยบายทางการเงินผ่อนคลาย โดยใช้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มยูโรโซนตามนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี)

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทำให้เฟดเริ่มปรับลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โดยได้ยุติการใช้คิวอีที่ดำเนินมาถึง 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 ปีไปเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

การผ่อนคลายทางการเงินของอีซีบีกลายเป็นการกดดันให้ธนาคารกลางรายอื่นให้ต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามไปด้วย และส่งผลให้สหรัฐเป็นประเทศเดียวที่มีทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวด ต่างจากส่วนอื่นของโลกที่ต่างใช้นโยบายทางการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นการจุดชนวนให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 16% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐกำลังบ่อนทำลายสภาพการฟื้นฟูของเศรษฐกิจเมืองลุงแซม

ประการแรก การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐกระทบต่อการส่งออกโดยตรง เนื่องจากทำให้สินค้า “เมด อิน ยูเอสเอ” มีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่สกุลเงินกำลังอ่อนค่า ส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของสหรัฐ

ยืนยันได้จากมูลค่าการส่งออกของสหรัฐที่ย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ 1.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ลงมาอยู่ที่ 1.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ธุรกิจสหรัฐที่ออกไปตั้งโรงงานในต่างแดนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะจะมีสัดส่วนกำไรที่ลดลงเมื่อแลกกำไรในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยมีรายงานว่า กำไรของ ดูปองท์ บริษัทด้านปิโตรเคมีของสหรัฐในปี 2014 ปรับตัวลดลงถึง 4.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยทางบริษัทให้เหตุผลว่า เนื่องจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น ทำให้สัดส่วนกำไรลดลง

นอกจากนี้ หากนำสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าไปประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันขาลงในขณะนี้ ก็มีโอกาสนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดในที่สุด

เนื่องจากทั้งสองปัจจัยจะทำให้ราคาสินค้าในท้องตลาดถูกลง ขณะที่สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้กำลังซื้อไม่เกิด สุดท้ายจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันหั่นราคาในที่สุด และกลายเป็นภาวะเงินฝืด ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายของเฟดที่ต้องการกระตุ้นให้เงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2%

การดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดเช่นนี้ จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐ ซึ่งจะทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นในที่สุด และกลายเป็นตัวการสำคัญในการบ่อนทำลายเศรษฐกิจเมืองลุงแซมเช่นที่ระบุไว้ในข้างต้น

ในประเด็นนี้ นารายณะ โกชลาโกตา ผู้ว่าการเฟดสาขามินนิอาโปลิส แสดงความเห็นว่า เฟดควรที่จะรอให้ถึงช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้าด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ดังนั้น ทางธนาคารกลางสหรัฐจึงจำเป็นต้องฝืนชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน แม้ขณะนี้สหรัฐจะเป็นประเทศเดียวที่มีสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวก็ตาม เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปจะทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจนกลายเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจในที่สุด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI