
อันดับเครดิตของประเทศ ความท้าทายข้างหน้า
ประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียที่มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจและนำเงินทุนเข้ามาลงทุน
โดย...กัมพล พรพัฒนไพศาลกุล / ธนพร ดวงเด่น
ประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียที่มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจและนำเงินทุนเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันไทยก็ต้องการเงินทุนเพื่อใช้ในการพัฒนายกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ จึงเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับใช้ในการตัดสินใจลงทุน
เนื่องจากในตลาดทุนเสรีนักลงทุนย่อมต้องการหลักอ้างอิงที่มีมาตรฐานและเชื่อถือได้ สำหรับใช้จัดการความเสี่ยง ซึ่งจัดทำโดยบริษัทวิเคราะห์เครดิต (Credit Rating Agencies : CRAs) ด้วยเหตุดังกล่าวรัฐบาลในหลายประเทศรวมทั้งไทย จึงเล็งเห็นความสำคัญของการจัดทำอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
โดย ณ สิ้นปี 2557 รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกได้ว่าจ้างบริษัท Fitch Rating เพื่อจัดอันดับความน่าเชื่อถือรวมทั้งสิ้น 109 ประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 70 ประเทศ ในปี 2543
บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ 1) อธิบายหลักเกณฑ์และความสำคัญของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ รวมถึงศึกษาพัฒนาการอันดับความน่าเชื่อถือของไทย
2) วิเคราะห์ปัจจัยชี้วัดสำคัญและผลกระทบจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงที่ผ่านมา
3) ในเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การยกอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต
อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) คืออะไร?
อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นการประเมินแบบมองไปข้างหน้า (Forward Looking) ถึงความสามารถ (Ability) และความเต็มใจ (Willingness) ในการชำระคืนหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ หรือเงินสกุลท้องถิ่นของประเทศผู้ออกตราสาร (Issuer)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การจัดอันดับความน่าเชื่อถือคือ การประเมินโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ (Probability of Default)
ในทางปฏิบัติ CRAs จะอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณที่ประเทศต่างๆ เผยแพร่ต่อสาธารณชน (Public Information) และข้อมูลเชิงคุณภาพเชิงลึกจากการเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ เพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Rating Committee) ประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อให้อันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับสะท้อนระดับเครดิต (Raing) และแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศ
ระดับเครดิตที่จัดทำโดย CRAs ชั้นนำสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1) ระดับเครดิตสำหรับการลงทุน (Investment Grade) และ 2) ระดับเครดิตสำหรับการลงทุนแบบเก็งกำไร (Speculative Grade)
การจัดอันดับความน่าเชื่อถือสามารถให้ข้อมูลเครดิตของผู้ออกตราสารต่อผู้ลงทุนในตลาดการเงิน (Cavallo et al., 2012) นอกจากนี้ จากการศึกษาของ Sy (2002) ยังพบว่า หากมีการปรับเพิ่มอันดับ
Sovereign Rating ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 1 อันดับ จะส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร Emerging Market Bond Index Plus (EMBI+) กับ US Treasuries ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 14
อีกทั้ง Gande and Parsley (2004) พบว่า การเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอื่นที่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกันด้วย
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในปี 2551 CRAs ต่างๆ มักถูกวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือกับตราสารหนี้ต่างๆ เช่น ความเหมาะสมของแบบจำลองที่ใช้ ข้อมูลที่ไม่เพียงพอในการประเมิน ความโปร่งใสในการกำหนดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงกระบวนการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีลักษณะผันผวนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Pro-cyclical)
กล่าวคือ ในช่วงเศรษฐกิจดีก็ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือทำให้การลงทุนเร่งตัว แต่พอในช่วงวิกฤตก็ปรับลดอันดับอย่างรวดเร็วจนซ้ำเติมการลงทุนและเศรษฐกิจขาลงผ่านความตื่นตระหนกของนักลงทุนจนเกิดการเทขายตราสาร
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการจัดท่าอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศตั้งแต่ปี 2532 และปัจจุบันได้ว่าจ้าง CRAs จำนวน 4 บริษัทท่าการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ หากพิจารณาพัฒนาการของอันดับความน่าเชื่อถือไทยตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน พบว่าสามารถแบ่งเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ
1) ช่วงแรกตั้งแต่ปี 2532-ครึ่งแรกของปี 2539 ไทยได้รับการประเมินอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่ม A ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มีความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนสูง (Strong Payment Capacity) และทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจได้สูง
2) ช่วงที่สองตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2539-ครึ่งแรกของปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจึงถูกปรับลดลงมากถึง 4-5 ระดับภายในปีเดียวกัน จนมาอยู่ที่ระดับ BB+ ซึ่งเป็นระดับการลงทุนแบบเก็งกำไร
3) ช่วงที่สามตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2548-ปัจจุบัน ไทยมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ เป็นช่วงที่อันดับความน่าเชื่อถือของไทยได้รับแรงกดดันจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อและวิกฤตเศรษฐกิจโลก
โดยในช่วงเดือน เม.ย. 2552 บริษัท FitchRating ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินตราต่างประเทศจาก BBB+ เป็น BBB และ S&P ปรับลดแนวโน้มจากระดับเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นลบ (Negative Outlook)
ผลกระทบจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่สูงขึ้นแล้ว ยังกระทบเศรษฐกิจในภาพรวม อีกด้วยทั้งการไหลออกของเงินทุนจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
กล่าวโดยสรุปตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยยังไม่สามารถพัฒนาไต่อันดับความน่าเชื่อถือให้กลับไปสู่จุดเดิมได้
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้นตอนหน้าเรามาว่ากันครับ...







