
ชูสินค้าพรีเมียม ดันมูลค่าส่งออกไทย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เชิญภาคเอกชนประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เชิญภาคเอกชนประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ทั้งการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น การสนับสนุนให้เกษตรกรลดพื้นที่นาข้าวไปปลูกอ้อย รวมถึงการส่งเสริมเอสเอ็มอี
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้มีแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แต่เชิญภาคเอกชนเข้ามาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดย ส.อ.ท.เสนอให้รัฐบาลผลักดันการมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับสินค้าพรีเมียมของไทย ในชื่อโปรดักต์ออฟไทยแลนด์ เพื่อให้สามารถส่งสินค้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้านและขายไปประเทศนอกอาเซียนได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่เพื่อนบ้านยอมรับคุณภาพสินค้าไทยอยู่แล้ว ซึ่ง รมว.อุตสาหกรรม รับจะไปหาแนวทางการออกมาตรฐานดังกล่าวและต้องเข้มงวดการให้มาตรฐานเพื่อให้ได้รับการยอมรับ รวมทั้งให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หาแนวทางส่งเสริมฯ ให้สิทธิประโยชน์กิจการที่เข้าข่ายเป็นโปรดักต์ออฟไทยแลนด์
นอกจากนี้ ยังหารือถึงการแก้ปัญหาของเอสเอ็มอี โดยในส่วนเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ 7 แสนรายเศษ มีกว่า 4.6 แสนราย ที่กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์สูงกว่าการกู้จากธนาคารรัฐ โดยสมาคมธนาคารไทยรับที่จะไปจัดทำข้อเสนอเป็นแพ็กเกจเพื่อช่วยเหลือ เอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าธรรมเนียม ที่อาจจะต้อง หารือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ด้วย
สำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบ ส.อ.ท.เสนอให้รัฐบาลนิรโทษกรรม ไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ชี้แจงว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากไม่มีบัญชีที่จะมาแสดงเป็นข้อมูลเพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณา จึงมอบหมายให้สภาหอการค้าฯ และ ส.อ.ท. ปรึกษากับสมาคมวิชาชีพทางบัญชีถึงวิธีการทำบัญชีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบให้ถูกต้อง
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เสนอปัญหาค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.2–0.3% ขณะที่ประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน ค่าเงินอ่อนลง 6-7% หากทำให้เงินบาทอ่อนค่าในระดับที่เหมาะสม จะช่วยทั้งความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออก การท่องเที่ยว ที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น คนไทยก็จะไปต่างประเทศลดลง
“อยากให้รัฐดูแลเงินบาทให้อ่อนค่าลงประมาณ 3% หรืออ่อนกว่าปัจจุบันประมาณ 1 บาท อยู่ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ” สุพันธุ์ กล่าว
นพพร เทพสิทธา ประธาน สรท. กล่าวว่า ได้รับทราบจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ให้หารือกับภาคเอกชน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลมีเวทีที่จะรับฟังข้อเสนอของเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และระดับรัฐบาล
โดยครั้งนี้มีการหารือในภาคปฏิบัติว่าจะนำแนวทางต่างๆ ที่เป็นนโยบายรัฐบาลมาผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจได้อย่างไร เช่น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่จะสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น เปลี่ยนจากข้าวไปปลูกอ้อยให้มากขึ้น
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราว 1% ถือว่าไม่ได้แข็งค่ามาก แต่เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคมีค่าเงินอ่อนลง 2-4% เทียบกับ เงินเหรียญสหรัฐ เช่น อินโดนีเซียอ่อนค่าลง 4% มาเลเซียอ่อนค่า 3.6% สิงคโปร์อ่อนค่า 2.5% จีนอ่อนค่าลง 0.3% เวียดนามอ่อนค่า 1% เป็นต้น
“ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออกบ้างแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวและตลาดหลักของไทยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เช่น ตะวันออกกลาง ดังนั้น จึงต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV เช่น กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เป็นต้น” ดอน กล่าว







