
ปลุกพาณิชย์ตื่นตัว ทำงานเชิงรุกกู้ส่งออก
ไม่ใช่เรื่องปกติที่การส่งออกไทยจะทรุดตัวจนมูลค่าการส่งออกหดตัว 2 เดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะเดือน ก.พ. ที่หดตัวถึง 6.14% มูลค่าส่งออกต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และทำให้การส่งออก 2 เดือนแรกของปีนี้หดตัวถึง 4.82% หรือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 1.7-1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยส่งออกได้อย่างน้อยเดือนละ 2.1-2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป
ไม่ใช่เรื่องปกติที่การส่งออกไทยจะทรุดตัวจนมูลค่าการส่งออกหดตัว 2 เดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะเดือน ก.พ. ที่หดตัวถึง 6.14% มูลค่าส่งออกต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และทำให้การส่งออก 2 เดือนแรกของปีนี้หดตัวถึง 4.82% หรือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 1.7-1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยส่งออกได้อย่างน้อยเดือนละ 2.1-2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป
เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมาก จนทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าของไทยหดตัวตาม แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่สามารถเปิดตลาดหรือแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ มาทดแทนตลาดส่งออกที่ชะลอตัวไปได้
ซึ่งหน้าที่นี้กระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นหัวหอกหลักในการนำเอกชนออกไปเจาะตลาด ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นผู้นำในการจัดทำแผนเร่งด่วนเพื่อผลักดันการส่งออกไม่ให้ทรุดตัวไปกว่านี้ โดยไม่ต้องรอให้ภาคเอกชนมาขอเข้าพบและเสนอแนวทางให้กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมการส่งออกมากขึ้น ทั้งการขยายฐานตลาดใหม่ หรือเพิ่มการส่งออกในประเทศที่ยังมีการส่งออกน้อยตามที่ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาให้สัมภาษณ์
ทั้งนี้ หากดูจากข้อมูลสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่ประเมินว่าปีนี้ทั้งปี อย่างดีที่สุด การส่งออกปีนี้น่าจะทรงตัวจากปีก่อน คือ ไม่ขยายตัว (0%) เพราะเห็นสัญญาณการส่งออก 2 เดือนแรกของปีนี้ ที่ติดลบแล้ว 4.3% และเดือน ก.พ. มูลค่าการส่งออกยังต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
ซึ่งหากการส่งออกปีนี้ขยายตัว 0% จริง จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะขยายตัวถึง 4% ในขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ติดขัดไม่สามารถเร่งเบิกจ่ายงบได้ตามเป้าหมาย ขณที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ก็ยังเจอปัญหาหนี้ครัวเรือนและเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว กดดันให้ไม่กล้ามีการใช้จ่าย
ภาวะนี้ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจปีนี้ก็อาจจะขยายตัวเพียง 2.6% อย่างที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดไว้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่เลวร้ายมาก เมื่อเทียบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ลดประมาณการเศรษฐกิจ ลงเพียง 0.2% คือจาก 4% เหลือ 3.8%
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลควรนำข้อมูลการส่งออก ปัญหา และอุปสรรคที่มีอยู่มากนั้น มาวิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่แท้จริงของการส่งออกที่หดตัวมากในช่วง 2 เดือนแรก เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่การส่งออกก็ไม่น่าหดตัวถึง 4.2%
หรือแม้แต่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สินค้าไทยที่ยังขยายตัวไม่ดีนัก โดยให้เหตุผลกันว่า สินค้าไทยปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีที่ตลาดต้องการ แต่ปรากฏว่าคู่แข่งของไทย ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ กลับส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าของไทย
สำหรับปัญหาที่กลายเป็นจำเลยมาทุกยุคเมื่อส่งออกมีปัญหา คือ ค่าเงินบาท นั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากย้อนกลับไปดูสถิติที่ผ่านมาจะพบว่า ค่าเงินบาทไม่ได้มีอิทธิพลต่อ “มูลค่า” การส่งออกของไทย แต่เป็นเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าการส่งออก แต่เศรษฐกิจโลกต่างหากที่มีอิทธิพลต่อการส่งออกของไทย เพราะมีหลายครั้งที่เงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง แต่มูลค่าการส่งออกสามารถขยายตัวได้ดี เพราะเศรษฐกิจโลกดี
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปาฐกถาของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ในงาน SCB Investment Forum 2015 เรื่อง ระบบการเงินไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ว่าการดำเนินนโยบายของ ธปท. ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
ผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุด้วยว่า การดำเนินนโยบายของ ธปท.จากนี้จะมีความยืดหยุ่น คือ แม้จะมีการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลัก แต่ก็พิจารณาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจาก ธปท. เป็นครั้งแรกในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน หลังจากที่ ธปท.จะเก็บงำอาวุธนี้ไว้ตลอด ซึ่งน่าติดตามว่า ธปท.จะมีมาตรการใดออกมาบ้าง
ซึ่งถ้าดูจากมุมมองนี้ จะเห็นว่าแม้แต่ ธปท.เองก็เริ่มเข้ามาร่วมในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่กำลังมีปัญหานี้ด้วย ในขณะที่กระทรวงด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ก็เดินหน้างานที่จะต้องทำอย่างรุดหน้า
เหลือเพียงกระทรวงพาณิชย์ที่เหมือนจะนิ่งเฉย ปล่อยให้การส่งออกเป็นไปตามยถากรรม ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว จากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งทำงานเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องการส่งออก โดยกางข้อมูลตลาดส่งออกของไทย รวมทั้งสินค้าส่งออก เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นรายตลาด รายสินค้า เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และหาทางที่จะสนับสนุนหรือส่งเสริมสินค้าที่ยังมีโอกาสที่จะส่งออกได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมกันนั้นก็หาทางแก้ปัญหาสินค้าที่ยังมีมูลค่าการส่งออกไม่สูง ขจัดปัญหา และส่งเสริมให้ส่งออกได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในการเจรจาความร่วมมือกับรัฐบาลแต่ละประเทศ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ที่จะเข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ อย่างรถไฟฟ้า หรือการเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งของรัฐบาล และกองทัพ เพื่อสร้างสัมพันธ์ ก็ควรใช้โอกาสนี้ในการเปิดตลาดการส่งออก นำเอกชนพ่อค้านักธุรกิจร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อสร้างตลาดใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วย
หากกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลกระตือรือร้น ตื่นตัวที่จะทำงานเชิงรุกในเรื่องของการส่งออกภายใน 7-8 เดือนที่เหลืออยู่นี้ เชื่อว่าแม้จะไม่ทำให้การส่งออกทั้งปีกลับมาขยายตัวได้ 4% ตามเป้าหมาย
แต่อย่างน้อยก็ทำให้การส่งออกไม่ทรุดตัวลงเหลือ 0% หรือติดลบเหมือนที่หลายฝ่ายกำลังกังวลอยู่
เมื่อผนวกกับการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงการคลังในการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ และเติบโตได้ 3.8% ตามเป้าหมายของ ธปท.







