
มรดกของสตีฟ จ็อบส์
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึง สตีฟ จ็อบส์ เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องเบาๆ ผมดูรายการสารคดีของญี่ปุ่นในทีวี เจ้าของร้านขายงานศิลปะราคาแพงแห่งหนึ่งในโตเกียว เล่าว่า จ็อบส์เคยเดินเข้ามาในร้านโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า และซื้อภาพเขียนที่สวยที่สุดไปหลายสิบชิ้น เขาชมว่าจ็อบส์มีรสนิยมสูงและมีสายตาที่เฉียบคมเรื่องงานศิลปะ ซึ่งผมฟังแล้วไม่รู้สึกแปลกใจ ไม่ใช่เรื่องความเชี่ยวชาญงานศิลปะของจ็อบส์นะครับ แต่เรื่องคนทำธุรกิจแสดงความชื่นชมลูกค้า
เรื่องที่สอง เป็นข่าวบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายบริษัทกำลังแข่งกันเรื่องรถยนต์ไร้คนขับ และคาดว่าจะออกวางขายได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า
ก่อนอื่นต้องเล่าว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร รถยนต์ไร้คนขับจะเป็นนวัตกรรมที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมสูงมาก ที่สำคัญที่สุดในสายตาของผมมี 2 เรื่อง คือ
หนึ่ง อุบัติเหตุบนท้องถนนจะลดลงทันตาเห็น และแทบจะไม่มีเหลือในที่สุด เพราะรถที่ติดตั้งระบบนี้จะไม่ก่ออุบัติเหตุ หรือพูดง่ายๆ จะไม่เป็นฝ่ายชนรถคันอื่น และจะไม่เสียหลักพลิกคว่ำ และหากกฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องมีระบบนี้ การถูกชนก็จะหายไปเกือบหมดเช่นกัน
ลองนึกภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเราบ่อยๆ รถทัวร์สองชั้นบรรทุกผู้โดยสารหลายสิบคนวิ่งลงเขาด้วยความเร็วสูงและแหกโค้งตกเหว ทำให้ผู้โดยสารตายไปกว่าครึ่ง หรือเทศกาลสงกรานต์ แต่ละปีก็จะมีอุบัติเหตุหลายพันครั้ง และมีคนตายหลายร้อยคน ต่อไปก็จะเหลือไม่กี่คน
การประกันภัยรถยนต์คงจะยังมีอยู่ แต่เบี้ยประกันจะถูกลงมาก
สอง ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจจะสูงขึ้น และจีดีพีจะโตแบบก้าวกระโดด เพราะในสภาพปัจจุบัน แต่ละประเทศในแต่ละวันจะสูญเสียเวลาทำงานให้กับการขับรถหลายสิบหรือหลายร้อยล้านชั่วโมง ซึ่งหากมีระบบไร้คนขับ แทนที่ตาจะต้องมองถนนและเท้าที่แตะคันเร่งต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนมาเหยียบเบรก คนควบคุมรถก็อาจทำอย่างอื่นไปพร้อมกัน เช่น ทำงานบนคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งมีสัญญาณเตือนจึงหันมาใส่ใจกับการขับรถ
มาถึงคำถามว่าสตีฟ จ็อบส์เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องรถไร้คนขับอย่างไร
ผมไม่แน่ใจว่าจ็อบส์เป็นเจ้าของความคิดหรือไม่ แต่เขาเป็นคนแรกที่พูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เขาบอกว่าระบบการทำงานของรถยนต์ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพต่ำมาก ใช้เหล็กหนักเป็นตันเพื่อมาขับเคลื่อนคนที่หนักไม่กี่สิบกิโลกรัม ประสิทธิภาพการใช้พลังงานก็ต่ำ แถมก่อให้เกิดมลพิษและเกิดอุบัติเหตุ เขาเชื่อว่าเขาสามารถประดิษฐ์รถที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแอปเปิ้ลคาร์ หรือรถแอปเปิ้ล
หลายคนเชื่อว่า หากจ็อบส์ยังมีชีวิตอยู่ ป่านนี้เราคงมีหรือใกล้มีรถแอปเปิ้ลใช้แล้ว ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ครั้งใหญ่
หลังจ็อบส์ตายในปี 2011 เรื่องก็เงียบหายไป เพิ่งกลับมาเป็นข่าวว่าอาจมีการเปิดตัวรถแอปเปิ้ลในอนาคตอันใกล้ ระหว่างนี้มีเสียงร่ำลือว่าโครงการรถแอปเปิ้ลยังเป็นโครงการในห้องทดลอง และถูกจัดชั้นความลับสูงสุด แม้แต่ในสำนักงานใหญ่ของแอปเปิ้ลก็มีคนรู้เรื่องเพียงไม่กี่คน และไม่มีใครยอมปริปากพูด
มีคนใหญ่คนโตในอุตสาหกรรมรถยนต์บางคนที่หัวเราะเยาะข่าวลือเรื่องรถแอปเปิ้ล และเตือนให้แอปเปิ้ลคิดให้ดีหากจะเข้ามาในตลาดรถยนต์จริง เพราะเป็นอุตสาหกรรมหนักที่แอปเปิ้ลไม่เชี่ยวชาญ บริษัทรถยนต์เอาเหล็กดิบๆ มาสร้างสรรค์จนกลายเป็นรถยนต์ แอปเปิ้ลมีความรู้อะไรเกี่ยวกับเหล็กบ้าง
มีสาวกของแอปเปิ้ลที่ย้อนกลับว่า ใครบอกว่ารถแอปเปิ้ลจะทำจากเหล็ก อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่ที่ชัดเจนคือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตจะต้องก้าวล้ำนำหน้า และรูปร่างหน้าตาก้าวล้ำนำสมัย
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าโครงการรถแอปเปิ้ลมีจริง แต่ถึงกระนั้นก็สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ประกอบการเดิม เพราะชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่นำตลาดและคู่แข่งตามไม่ทัน นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีกำลังเงินมหาศาลที่จะทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา ในขณะที่ผู้ประกอบการเดิมไม่มีเงินทุนพอที่จะทำเช่นนั้นได้
มีคนยกตัวอย่างอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปที่ในตอนต้นพยายามบอกกับตลาดว่า กล้องดิจิทัลเป็นเพียงของเล่น ไม่สามารถทดแทนระบบฟิล์มได้ และในขณะที่อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทำให้โทรศัพท์ใช้ถ่ายรูปได้ อุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปกลับไม่เคยคิดจะทำให้กล้องใช้พูดโทรศัพท์ได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกที่อุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปจะตกต่ำ
แรงจูงใจให้แอปเปิ้ลเข้ามาในตลาดรถยนต์อีกประการหนึ่ง คือ คู่แข่งที่สำคัญที่สุดที่ชื่อกูเกิลได้ประกาศตัวเรื่องระบบรถไร้คนขับมาหลายปีแล้ว และได้ทดสอบแล่นบนถนนจริงแล้วหลายแสนไมล์
ระบบไร้คนขับของกูเกิลในปัจจุบันยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เหมือนคนขับจริง เช่น เมื่อมีตำรวจจราจรโบกมือให้หยุดรถ ยังไม่ยอมหยุด รวมทั้งยังไม่ทราบว่าเศษขยะบางชนิดคืออะไร ทำให้ต้องหักหลบหรือชะลอรถมากกว่าที่ควร แต่ปัญหาเหล่านี้กูเกิลมั่นใจว่าจะแก้ไขได้หมดภายในไม่กี่ปี
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายธุรกิจของกูเกิล มีแนวโน้มต่างจากแอปเปิ้ล โดยกูเกิลไม่ต้องการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่ต้องการขายระบบไร้คนขับให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์
หากจะเปรียบก็เหมือนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต กูเกิลเป็นเจ้าของระบบแอนดรอยด์ซึ่งเปิดให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ทั่วโลกใช้ ต่างจากระบบไอโอเอสของแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นระบบปิด ใช้กับฮาร์ดแวร์ที่แอปเปิ้ลผลิตขายเอง
คาดว่ารถไร้คนขับคันแรกจะออกวางขายภายใน 3-5 ปี แต่กว่ารถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนจะกลายเป็นรถไร้คนขับคงต้องใช้เวลา 15-20 ปี
ผมเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจว่า เมื่อโอกาสมาถึงจะรีบซื้อหามาใช้ เพราะแค่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุก็น่าจะคุ้มค่าแล้ว
สัปดาห์หน้าผมจะไปต่างประเทศ คนที่จะเขียนบทความมาลงในคอลัมน์นี้แทนผม คือ คุณพัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และความรอบรู้ในหลายๆ เรื่องมากกว่าผม เชื่อว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากบทความของนักเขียนท่านนี้
ผมจะกลับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งในฉบับวันที่ 23 เม.ย. 2558







