posttoday
ชำแหละเกษตรพันธสัญญา รากลึกปัญหาหมอกควัน

ชำแหละเกษตรพันธสัญญา รากลึกปัญหาหมอกควัน

09 เมษายน 2558

ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือช่วงที่ผ่านมา มีวาทกรรมหนึ่งที่บอกว่าเกิดจากชาวบ้านเผาที่เพื่อหาของป่าหรือทำไร่หมุนเวียน

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือช่วงที่ผ่านมา มีวาทกรรมหนึ่งที่บอกว่าเกิดจากชาวบ้านเผาที่เพื่อหาของป่าหรือทำไร่หมุนเวียน ด้วยเหตุนี้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดงานเสวนา “ปลาป่น ข้าวโพด หมอกควัน น้ำท่วม และอาหาร” วันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนต้นเหตุและความสัมพันธ์ของวิกฤตธรรมชาติที่เกิดขึ้น

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวถึงวาทกรรมดังกล่าวว่า เป็นหนึ่งในมายาคติที่ทางบริษัทใหญ่ด้านการเกษตรสร้างขึ้นมา เพื่อทำให้คนเข้าใจผิด โดยอ้างว่าเกิดจากชาวบ้านเผาที่เพื่อหาของป่าหรือทำไร่หมุนเวียน แต่ความจริงคือชาวบ้านมีแรงจูงใจชั้นดีในการบุกรุกเผาป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพด และนำผลผลิตที่ได้ป้อนสู่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ 

มายาคติต่อมาที่ว่าอุตสาหกรรมสัตว์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาไร่ข้าวโพด เพราะเจ้าของกิจการมีหน้าที่เพียงติดต่อกับเจ้าของไร่เท่านั้น เรื่องนี้เป็นความจริงเพียงด้านเดียว เนื่องจากการปลูกนั้นจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ของบริษัท อีกทั้งยังต้องป้อนผลิตผลให้บริษัทเพื่อทำอาหารสัตว์ ดังนั้นเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ปลูกโดยตรงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมีมายาคติว่าด้วยเรื่องของบริษัทอาหารสัตว์ไม่ต้องรับผิดชอบปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเมื่อดูตามจุดเกิดควันจะพบว่า ไม่ได้อยู่ในไทยแต่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พม่า ตามหลักแล้วจะต้องเป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่ไปติดต่อในระบบพันธสัญญา ซึ่งมีการผลักดันนโยบายและควบคุมการผลิตจากไทย หากเกิดเรื่องเหล่านี้ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของบริษัทผู้ผลิต

มายาคติเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของโครงการของบริษัทด้านการเกษตรและหน่วยงานรัฐ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ซึ่งในแง่ผลประโยชน์ทางบริษัทอาจจะได้เต็มๆ แต่ในส่วนของหน่วยงานรัฐต้องถือว่าล้มเหลว เพราะพื้นที่ภาคเหนือเป็นที่ราบสูง การส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดต่อไปไม่ใช่ทางออก ท้ายที่สุดผลผลิตก็ตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์อยู่ดี

วิฑูรย์ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ผู้ที่รู้เรื่องราวของกระบวนการต่างๆ นี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตหรือผู้รับซื้อ เหมือนที่เกิดขึ้นในยุโรป ที่ประชาชนพากันแบนสินค้าที่ได้มาจากการใช้แรงงานกับลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และต้องผลักดันให้เกษตรกรหาทางออกที่จะนำไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน เช่น การปลูกพืชหลากชนิด เลี้ยงสัตว์นานาพันธุ์เป็นต้น

ด้าน บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวถึงการนำปลาป่นมาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ร่วมกับข้าวโพด โดยผลการสำรวจเรือประมงอวนลาก พบว่า การจับปลาแต่ละครั้งจะได้ปลาสำหรับคนกินประมาณ 38% ส่วนอีก 62% เป็นปลาเล็กๆ หรือที่เรียกว่า “ปลาเป็ด” จะถูกส่งเข้าโรงงานอาหารสัตว์ 3 แสนตัน คิดเป็น 18% ของปลาป่นที่ใช้ในอุตสาหกรรม การจับปลาแต่ละครั้งมีการใช้วิธีการทำลายธรรมชาติของท้องทะเล ทั้งการใช้อวนลาก อวนรุน หรือใช้เรือปั่นไฟ ซึ่งเป็นวิธีหาปลาที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้มีปลา ปู กุ้งเล็กๆ ที่รอวันโตติดมาด้วย

“ความจริงผู้ผลิตสามารถใช้ส่วนที่เหลือจากการแปรรูปอาหารทะเลมาทำอาหารสัตว์ได้ โดยไม่ต้องซื้อจากเรือประมงที่ลักลอบหาปลาซึ่งเป็นการสนับสนุนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ปัญหาเหล่านี้ต้องถามไปยังรัฐบาลว่าปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร” บรรจง กล่าว

เดโช ไชยทัพ ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ตั้งข้อสังเกตว่า หมอกควันในภาคเหนือมีสาเหตุส่วนใหญ่จากการเผาไหม้ในป่า หากไล่ดูชีวมวลที่อยู่ในแปลงเกษตรหลังจากการปลูกข้าวโพดหรือทำแปลงเกษตร มีประมาณ 2,000 กก./ไร่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือพื้นที่บุกรุกใหม่มักจะมีชีวมวลมากถึง 2-5 หมื่น กก./ไร่ เนื่องจากเป็นป่า หากมีการเผาจะทำให้เกิดควันมหาศาล โจทย์คือจะทำอย่างไรให้การบุกรุกน้อยลง ถ้าหากยังทำตามกรอบราชการเดิมๆ ก็จะทำอะไรไม่ได้มากเนื่องจากมีขั้นตอนระเบียบที่ยุ่งยาก

ขณะที่ ไพสิฐ พาณิชย์กุล ศูนย์ศึกษาความเป็นธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งระบบเกษตรพันธสัญญาที่บริษัทยักษ์ใหญ่นิยมใช้กัน เป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตโดยมีบริษัทเข้ามารับซื้อ ทำให้กฎหมายเอาผิดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้ เพราะคนเผาทำไร่เป็นเกษตรกร รวมทั้งยังมีการผลักภาระต้นทุนด้วยการขายเมล็ดพันธุ์ ขายปุ๋ย ทำให้ขายปัจจัยการผลิตได้มาก เมื่อผลผลิตออกมาทางบริษัทก็จะรับซื้อด้วยการกดราคา อีกทั้งไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติใดๆ จากการปลูก กลายเป็นตัวเกษตรกรที่ต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆ แทน

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้