posttoday
รื้อสอบคดี 98ศพ เสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

รื้อสอบคดี 98ศพ เสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

09 เมษายน 2558

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 68/2558 ลงวันที่ 2 มี.ค. 2558 แต่งตั้งคณะสอบสวนตำรวจ ไปร่วมสอบสวนกับดีเอสไอ และพนักงานอัยการ วางกรอบแนวทางการสอบสวนในคดี 98 ศพ ที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 68/2558 ลงวันที่ 2 มี.ค. 2558 แต่งตั้งคณะสอบสวนตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ไปร่วมสอบสวนกับ สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการ เพื่อวางกรอบแนวทางการสอบสวนในคดี 98 ศพ ที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น

ดังจะเห็นอาการจากกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาดักคอว่านี่เป็นความพยายามเข้ามาสกัดกั้นการดำเนินคดี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะถูกเอาผิดจากการควบคุมสถานการณ์ระหว่างการชุมนุมปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 98 ศพ ขณะนั้นหรือไม่

แม้ที่ผ่านมา ทัั้งอภิสิทธิ์และสุเทพจะค่อนข้างมั่นใจในการออกคำสั่งต่างๆ ในช่วงนั้น ทั้งการกระชับพื้นที่ ขอคืนพื้นที่ ไปจนถึงการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นไปตามหลักปฏิบัติ จากเบาไปหนัก มีการกำชับให้พยายามหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวยังเปิดให้อำนาจดำเนินการได้อย่างคล่องตัว ผ่านการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงขั้นประกาศพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความผิด

ทว่า คดีนี้เริ่มไม่เป็นไปอย่างที่คาด เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง กระบวนการพิจารณาเริ่มส่อแววเป็นหนังคนละม้วน จนทำให้ทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพต้องกลับมาลุ้นระทึกอีกรอบ

จุดเปลี่ยนสำคัญว่ากันว่าอยู่ตรงท่าทีของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งแม้เวลานั้นจะร่วมเป็นกรรมการอยู่ใน ศอฉ. รับรู้รับทราบการดำเนินการตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายกลับเป็นหัวขบวนเอาผิดทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพ ผ่านดีเอสไอฟ้องตรงศาลอาญาฐานความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ไม่ปล่อยให้เดินหน้าไปตามกระบวนการเอาผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

แต่สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปตามคาดเมื่อศาลอาญาวินิจฉัยว่าการกระทำของทั้งคู่ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทุกอย่างจึงต้องวนกลับไปอยู่ที่ ป.ป.ช.

ปัญหาอยู่ตรงที่ผ่านมาคดีนี้ไม่มีความคืบหน้า โดยศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการตายแล้ว 28 ศพ โดยดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการแล้ว 10 ศพ และอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนของดีเอสไอ 18 ศพ โดยในจำนวน 10 ศพ ประกอบด้วย 6 ศพ วัดปทุมวนาราม, พัน คำกอง, ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ, ชาติชาย ซาเหลา และ ฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ทั้งนี้ยังเหลือสำนวนที่ดีเอสไอส่งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไปชันสูตรพลิกศพให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย จำนวน 56 ศพ ซึ่งขณะนี้ ทาง บช.น.ยังไม่ได้ส่งสำนวนกลับมาให้ทางดีเอสไอ

อย่างไรก็ตาม ยังมีสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนการตายของศาล จำนวน 5 ศพ ซึ่ง 1 ใน 5 ศพ คือ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ส ชาวญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 5 ศพนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งศาลในวันที่ 30 เม.ย.นี้

คำสั่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ มาร่วมสอบกับดีเอสไอ นอกจากจะเป็นการเร่งรัดให้คดีคืบหน้าอย่างที่ระบุแล้ว ยังถูกมองว่าเล็งหวังผลต่อรูปคดีนี้ด้วย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า บิ๊ก คสช.หลายคนไล่มาตั้ังแต่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ฯลฯ ล้วนแต่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงปี 2553 ซึ่งหากสืบสาวเอาผิดย่อมสุ่มเสี่ยงติดร่างแห ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้จะอ้างว่าเป็นฝ่ายปฏิบัติ ที่รับคำสั่งจากฝ่ายการเมือง

โดยกุญแจสำคัญที่กำลังจะเป็นตัวชี้ขาดอยู่ที่ “ชายชุดดำ” ซึ่งถูกมองข้าม ไม่มีการพูดถึงในสำนวนของดีเอสไอช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อรูปคดี

กระบวนการระหว่างนี้จึงมีความสำคัญต่อรูปคดีอย่างยิ่ง ดังจะเห็นจาก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำ นปช. ถึงขั้นต้องเดินทางเข้าพบอธิบดีดีเอสไอ เพื่อสอบถามความชัดเจน เกี่ยวกับการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนคดีนี้

จับสัญญาณจาก “จตุพร” จะเห็นว่ากังวลกับการแต่งตั้งทหารเข้าร่วมคณะพนักงานสอบสวนด้วยหลายนาย รวมถึงมีกระแสข่าวก่อนเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนว่า อาจมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในสำนวน

ปมปัญหาเรื่องการยกเครื่องคณะสอบสวนคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง และอาจบานปลายกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระลอกใหม่หากไม่มีความชัดเจน หรือมีเงื่อนงำที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงในรายละเอียด

ยิ่งอธิบดีดีเอสไอออกมายอมรับว่ามีการตั้งพนักงานสอบสวนที่มียศทหารเข้ามาร่วมสอบสวน 7 คน แม้จะไม่ใช่ 20 คน ตามที่การกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ แต่แค่จำนวน
7 คนก็ย่อมสร้างความเคลือบแคลง และเป็นที่สงสัยของการเข้ามาร่วมสอบสวนว่ามีเป้าหมายอะไรแอบแฝงหรือไม่

อาจกลายเป็นชนวนที่จะนำไปสู่ความไม่พอใจของกลุ่มคนเสื้อแดงในอนาคต หากมีบางสิ่งที่ชวนให้คิดว่ามีความพยายามเข้ามาแทรกแซงกระบวนการสอบสวน เพราะต้องยอมรับว่าคดีนี้เป็นอีกคดีสำคัญที่มีความเปราะบาง และกระทบต่อความรู้สึกของคนเสื้อแดง

นี่จึงอาจเป็นแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ในอนาคตที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน