
ไทยเป็นคนป่วย ของเอเชียจริงหรือ
เมื่อเดือนก่อนสื่อไทยพับลิก้าจัดสัมมนา ปรากฏว่ามีนักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า ไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย
โดย...ธีระชัย
เมื่อเดือนก่อนสื่อไทยพับลิก้าจัดสัมมนา ปรากฏว่ามีนักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า ไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย คำกล่าวนี้จริงหรือไม่ ซึ่งถ้าหากจริงเกิดจากเหตุใด และจะแก้ไขกันอย่างไร
เศรษฐกิจไทยชะลอลงมาก ปีก่อนขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 เป็นอันดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยประเทศที่ต่ำน้อยกว่านี้ คือ สิงคโปร์ร้อยละ 3 ส่วนประเทศอื่นๆ ล้วนอยู่ระดับร้อยละ 4-5 ทั้งนั้น และอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ เดิมแบงก์ชาติประมาณการไว้ร้อยละ 4 แต่ล่าสุดปรับลดลงเหลือร้อยละ 3.8
มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เวลาเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนลง การประมาณการของสถาบันต่างๆ มักจะมีการปรับลดกันหลายครั้ง และล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ได้ปรับลดเลยหน้าแบงก์ชาติไปแล้ว เหลือเพียงร้อยละ 2.8
ตัวเลขที่ต่ำอย่างนี้ คงต้องรับว่าไทยมีอาการเป็นคนป่วยไม่มากก็น้อย ถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร
ปกติเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นจะมีสี่เครื่องยนต์ ถ้าตัดเรื่องการใช้จ่ายโดยรัฐบาลออกไปก่อน จะเหลือเครื่องยนต์ส่งออก เครื่องยนต์การอุปโภคบริโภคของประชาชน และเครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน
เครื่องยนต์แรก การส่งออกได้หดตัวลงอย่างมาก บางคนอธิบายว่าเกิดจากต่างประเทศชะลอตัวทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และบัดนี้ลามมาถึงจีน ทำให้ส่งออกลดลง แต่ถ้าฉุกคิดว่าปัจจัยนี้กระทบทุกประเทศทั่วอาเซียน แต่ไทยทรุดหนักกว่าประเทศอื่น สาเหตุนี้ถึงแม้ถูกต้อง แต่คงมีปัจจัยกระทบอย่างอื่นด้วย
เครื่องยนต์สอง การอุปโภคบริโภคชะลอตัว เนื่องจากนโยบายรัฐบาลก่อนที่ช่วยเหลือภาคเกษตรจนเกินพิกัด เมื่อรัฐบาลนี้ลดการช่วยเหลือลง เกษตรกรมีอาการเหมือนเลิกยาเสพติด การใช้จ่ายจะชะงักงันไประยะหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายประชานิยมที่เน้นอุปโภคบริโภคได้กระตุ้นหนี้ครัวเรือน จนขณะนี้สูงกว่าร้อยละ 84 ของรายได้ ใกล้จะสูงสุดในอาเซียนแล้ว กำลังซื้อของประชาชนจึงหมดไปและแก้ไขได้ยาก
เครื่องยนต์สาม การลงทุนภาคเอกชนก็ชะลอไปด้วยอย่างคาดไม่ถึง ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของแบงก์ชาติ ต้นปี 2556 อยู่ที่ระดับ 250 จุด ตลอดปี 2556 และ 2557 ก็อ่อนตัวลงไปต่ำกว่า 230 จุด ก่อนจะฟื้นขึ้นมาเล็กน้อยช่วงสิ้นปี 2557 แต่ก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม
แต่มีอีก 2 สาเหตุที่คนไม่ค่อยพูดถึง
สาเหตุที่หนึ่ง กรรมการนโยบายการเงินกังวลกับเงินเฟ้อมาก กำหนดดอกเบี้ยไว้สูง จนกระทั่งเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันมาเป็นเวลาสามเดือนแล้ว และแบงก์ชาติคาดว่าจะติดลบต่อไปตลอดปีนี้
ดอกเบี้ยไทยสูงในขณะที่ประเทศอื่นๆ ผ่อนคลาย ทำให้บาทแข็ง ตั้งแต่กลางปีก่อนถ้าไม่นับดอลลาร์ บาทแข็งขึ้นเทียบกับสกุลหลักอื่นๆ ของโลกถึงร้อยละ 15-16 จะอ่อนลงเล็กน้อยก็เมื่อเทียบกับดอลลาร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดส่งออกเดียวที่ขยายตัวดีมากคือสหรัฐ ส่วนตลาดอื่นๆ นั้นหดตัวหมด ไม่ว่ายุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนภาคเอกชน เพราะเก็บเงินออมไว้เฉยๆ ได้โดยไม่เดือดร้อน เทียบกับกรณีที่ถ้าหากเงินเฟ้อเป็นบวกในอัตราสูง ภาคเอกชนต้องขวนขวายหาทางลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อมิให้เงินมีมูลค่าแท้จริงลดลง
สาเหตุที่สอง อัตราการเพิ่มประชากรของไทยชะลอตัวมาหลายปีแล้ว ตัวเลขตั้งแต่ปี 2553 จนถึงล่าสุด อัตราการเพิ่มประชากรของอาเซียนส่วนใหญ่จะเกินร้อยละ 1 ต่อปี แต่ของไทยอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.3 จำนวนบุตรต่อสตรีไทยอยู่ที่ 1.5 มีแต่สิงคโปร์ที่ต่ำกว่าไทย โดยอยู่ที่ 1.4 ที่เหลือสูงกว่าไทยทั้งสิ้น อินโดนีเซีย 2.1 มาเลเซีย 2.6 ฟิลิปปินส์ 3.1
อัตราเพิ่มแรงงานในไทยก็ต่ำ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ต่อปี เป็นอัตราเพิ่มที่ต่ำสุดในอาเซียน ประเทศที่ต่ำรองจากไทยคือสิงคโปร์ร้อยละ 1.3 อินโดนีเซียร้อยละ 1.4 สูงสุดคือฟิลิปปินส์ร้อยละ 2.4 และในระยะยาวอัตราเพิ่มแรงงานมีแต่จะต่ำลงเพราะอัตราการมีบุตรที่ลดลงดังกล่าว
อันที่จริงแนวโน้มการมีบุตรได้ลดลงในทุกประเทศอาเซียนมาโดยตลอด เนื่องจากเครื่องมือคุมกำเนิดแพร่หลายมากขึ้น ประกอบกับสตรีมีรายได้ดีขึ้น จึงนิยมจะเลื่อนภาระการมีบุตรออกไปก่อน แต่กรณีของไทยดูเหมือนจะนำล้ำหน้าประเทศอื่นๆ
ที่ผ่านมาไทยได้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานอุตสาหกรรม ด้วยการนำเข้าแรงงานจากเพื่อนบ้าน แต่ในวันนี้ที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาเศรษฐกิจฟู่ฟ่ามากขึ้น ทำให้แรงงานที่กลับไปเยี่ยมบ้านบางส่วนเริ่มไม่กลับมาไทยเพราะมีโอกาสทำงานในประเทศของเขามากขึ้น
ปัญหาคือ แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร?
ประการแรก กรรมการนโยบายการเงินควรผ่อนคลายดอกเบี้ยมากขึ้น ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาได้มีการลดดอกเบี้ยลงไปแล้วร้อยละ 0.25 แต่ผมคิดว่ายังควรจะลดลงไปอีกหลายครั้ง
ประการที่สอง ควรหาทางกระตุ้นการลงทุนของเอกชน การลดดอกเบี้ยจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อติดลบซึ่งสร้างอุปสรรคต่อการลงทุน แต่รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนไปด้วย ตัวอย่างเช่น มาตรการภาษีที่เปิดให้บริษัทที่ลงทุนเครื่องจักรในปี 2558-2559 สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวนเป็นการชั่วคราว (หลักการนี้เรียกว่า Accelerated Depreciation) เพื่อเร่งรัดการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเป็นนโยบายที่ผมเคยใช้มาแล้ว
ประการที่สาม รัฐบาลควรเร่งรัดการลงทุนทุกประเภท ทั้งโครงการของรัฐวิสาหกิจและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะอนาคตที่มั่นคงและสดใสที่สุด คือสิ่งที่ทั่วโลกเขาเรียกว่า โรงงานเอเชีย (Factory Asia)ซึ่งมีจีนเป็นศูนย์กลาง และมีไทยอยู่ในจุดที่จะเชื่อมโยงปัจจัยการผลิตต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างดีที่สุด







