posttoday
ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อการคลังตั้งงบรายรับ

ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อการคลังตั้งงบรายรับ

07 เมษายน 2558

"งบประมาณที่เสนอเข้ามาต้องมีรายรับประกอบ โดยงบประมาณรายรับจะต้องประมาณการให้เห็นชัด เพื่อระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น"

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะไปในทิศทางใด โดย “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในผู้ผลักดันเรื่องดังกล่าว ได้สะท้อนมุมมองต่อ “โพสต์ทูเดย์” ไว้น่าสนใจหลายประการ

ดร.กอบศักดิ์ ยืนยันคำแรกว่า กรรมาธิการยกร่างฯ มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งสำคัญๆ 3 เรื่อง คือ ความเหลื่อมล้ำ ที่ถูกยกขึ้นมาใช้เรียกร้องทางการเมืองตลอดเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะถ้าไม่ระวังเรื่องนี้ 10-20 ปีข้างหน้า อาจยิ่งแรง เฉกเช่นเหมือนหลายประเทศ

ประเด็นต่อมา ปัญหาเชิงโครงสร้าง เมืองไทยเริ่มมีสัญญาณถดถอยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เพราะไทยอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า และหากลองดูในประเทศแถบอาเซียน มีแต่แซงไทย ดูง่ายๆ ไทยขณะนี้ไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ยังโตได้แค่ 3-4% จึงเป็นความน่ากังวลใจ และกำลังสะท้อนว่าเมืองไทยมีปัญหาเครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยมีปัญหาหมดแล้ว แล้วก็ทิศทางมันก็ถดถอยลงเรื่อยๆ ความสามารถในการแข่งขันก็แย่ การส่งออกสู้ไม่ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะต่างประเทศ ไม่มีออร์เดอร์ แต่เป็นเพราะต้นทุนไทยสูง การลงทุนภาครัฐก็เห็นอยู่ว่ามันจำกัดลงเรื่อยๆ ทั้งหมดมันเป็นปัญหา แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ประเทศไทยไม่ถึง 10 ปี ล้าหลังคนอื่นๆ ไปหมด

“ชัดๆ เลยว่าขณะนี้เวียดนามส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามากกว่าเมืองไทย ทั้งๆ ที่ตามหลังมาตลอด และมีตัวเลขอื่นๆ สะท้อนออกมา ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ใช้ไม่ดี หรือไม่พออีกต่อไป” ดร.กอบศักดิ์ ระบุ

ประเด็นสุดท้าย ไทยกำลังมีปัญหาเรื่องวินัยการเงินการคลัง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนวิกฤตปี 2540 ไทยไม่เคยมีปัญหางบเกินดุล แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ว่ารัฐบาลใจอ่อนเรื่องการคลัง คือ ไม่มีวินัย ไม่มองอนาคต เอาปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ หากไม่ระวังอาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกับประเทศแถบละตินอเมริกาในอนาคต คือ หนี้เยอะ

ดร.กอบศักดิ์ บอกด้วยว่า ปีนี้ไทยต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อออกจากสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าไม่ทำ ต่อให้ไม่ตีกันเอง ก็ตาย เพราะคนอื่นแซงไปหมด ดังนั้นตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะใช้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และตัวรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ

ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า จากนี้ไปกระบวนการการคลังจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.งบประมาณ 2502 โดยตั้งใจจะทำ คือ 1.ต่อไปนี้เงินกู้อยู่ในกระบวนการงบประมาณ คือ กู้มาแล้วเอาไปใช้ โดยไม่มีการตรวจสอบทำไม่ได้ ต่อไปจะเขียนชัดเจน ว่าถ้ากู้มาต้องเข้ากระบวนการงบประมาณ ไม่เข้างบประมาณประจำปี ก็ต้องงบประมาณเพิ่มเติม และตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน งบประมาณที่เสนอเข้ามาต้องมีรายรับประกอบ โดยงบประมาณรายรับจะต้องประมาณการให้เห็นชัด เพื่อระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อ 60 ปีที่แล้ว รัฐเคยทำโดยเน้นรายจ่ายก่อน แล้วทำรายรับประกอบ เช่น ตั้งเป้ารายจ่ายปีนี้เพิ่มขึ้น 20% รายรับก็บอกว่าเพิ่ม 20% พอปลายปีรายจ่ายได้แต่รายรับไม่ได้ แต่วันนี้กระบวนการนั้นดีแต่ไม่พอ ต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าจะทำเรื่องของรายจ่าย ต้องมีรายรับประกอบด้วย ซึ่งจะเกิด พ.ร.บ.รายรับรายจ่ายตามมา

ดร.กอบศักดิ์ ยอมรับว่า ปัจจุบันไม่เคยมี พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ต้องเกิดพร้อมกัน ซึ่งแนวคิดรายรับสำคัญกว่า เพราะจะเป็นการกำหนดวงเงินรายจ่าย และหากทำไม่ได้ตามนั้น ก็สามารถเช็กได้เลยว่าอธิบดีคนไหนเป็นปัญหา ซึ่งตรงนี้รายจ่ายจะชัดเจนขึ้นที่เป็นรายจ่าย ไม่ใช่ตามภารกิจเท่านั้น อย่างทำถนน ไปดูว่าจังหวัดอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ต่อไปจะเป็นงบประมาณพื้นที่ เพื่อดูว่าแต่ละจังหวัดได้งบประมาณเท่าไหร่แต่ละปี จะได้รู้ว่าต่อสู้กับปัญหาความยากจนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลง

ดร.กอบศักดิ์ บอกต่อว่า หลังจากนั้นต่อไปการลดทอนงบประมาณ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ในอดีตเมื่อส่งเข้าไป สส.ก็อยากไปตั้งงบประมาณของตัวเอง ด้วยการแปรญัตติไปกองไว้ ต่อไปนี้แปรญัตติได้ ตัดได้ แต่ไม่ให้เอาไปใช้ งบประมาณตรงนี้ก็จะคืนคลัง นี่คือหัวใจ เมื่อแปรญัตติเพื่อเอาไปใช้ในพื้นที่ไม่ได้
ดังนั้นกระบวนการงบประมาณของไทยจะเปลี่ยน

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า กระบวนการสุดท้าย คือ งบประมาณลงทุน ในอดีตข้าราชการหรือตัวรัฐบาลทำอะไรก็ได้ อยากจะแจก หรือทำเสียหายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครว่า เพราะถือเป็นนโยบาย ต่อไปจะเขียนชัดเจนว่าหากทำงบประมาณเสียหาย และเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศ สามารถฟ้องศาลปกครองแผนกวินัยการคลังและการงบประมาณได้ ซึ่งจะเปลี่ยนทุกอย่าง

“เพราะคนที่ทำงบนโยบายประกาศได้ แต่เมื่อเกิดความเสียหาย อย่าอ้างว่าเป็นนโยบาย ถือเป็นความผิด ขณะที่บทลงโทษ จะมีการเขียนให้ชัดเจน แต่น่าจะเป็น พ.ร.บ.ประกอบ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ตั้งใจว่าจะจบก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้คนเลือกตั้งได้รู้ว่า เมื่อสัญญาเยอะๆ ระวังไว้ แค่นี้ประชานิยมก็จะหมดไป”

นอกจากนี้ เรื่องภาษีจะเปลี่ยนการทำให้เป็นสองระดับ คือ ระดับประเทศและท้องถิ่น ซึ่งถือเป็น
เรื่องสำคัญของการกระจายอำนาจ
ดังนั้นกระจายอำนาจต้องให้ภาษีท้องถิ่น เนื่องด้วยปัจจุบัน แวต 7% แบ่งให้ท้องถิ่น 0.7% ที่เหลือเข้ากรุงเทพฯ แล้วจัดสรรเข้าไปใหม่ เพื่อให้กรุงเทพฯ มีอำนาจคอนโทรลทุกอย่าง แต่เมื่อไหร่เอาเงิน 7% ให้ท้องถิ่น 3-4%

ทั้งนี้ จะทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจโครงการต่างๆ ภายใต้เงินตัวเอง ถือเป็นหัวใจสำคัญของการ
กระจายอำนาจแบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันมีความตั้งใจว่าจะมีกระบวนการการปรับภาษี ซึ่งการเสียภาษีต่อไปนี้ ทุกคนต้องยื่นแบบ เพราะไม่ตั้งใจต้องการให้จ่ายภาษี แต่ตั้งใจให้ทุกคนเข้าสู่ระบบ เพื่อให้รัฐบาลรู้ว่าใครมีไม่มี แล้วถ้าใครไม่มีก็จะมีแนวทางช่วยเหลือตรง

“ยกตัวอย่างสมัยผมเรียนหนังสือที่อเมริกา ไปสอนหนังสือเขาบังคับให้ผมกรอกแบบภาษี แล้วทุกๆ ปีผมก็ต้องกรอก ทั้งๆ ที่มันน้อยมาก แต่พอเขาเห็น ก็จะคำนวณให้ผมควรได้เงินเท่านี้ แม้ขนาดคนต่างชาติยังได้ ถ้าทุกคนยื่นแบบเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบ รัฐบาลจะได้ช่วยคนจนถูกต้องและตรงจุดมากขึ้น”

ประเด็นที่ตั้งใจทำอีกเรื่อง คือ คนที่เสียภาษีตลอดชีวิต จะจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทนให้ ซึ่งกำลังคิดว่าทำอะไรบ้าง เช่น มีการเรียกร้องมากว่า เมื่อเกษียณแล้วรัฐบาลช่วยดูแลได้หรือไม่ เพราะเป็นพลเมืองดีมา 30 ปี จ่ายไปไม่รู้กี่ล้าน แต่ได้แค่ 600 บาท ซึ่งต้องเข้าใจหัวอก รวมถึงต้องไปนั่งคิดเพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ ขณะเดียวกันจูงใจคนเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทว่า สุดท้ายเรื่องการลดหย่อนภาษี โดยต่อไปจะเขียนชัดเจนว่าลดหย่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ สปช.กำลังทำ คือ การตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา มาช่วยวิเคราะห์งบประมาณของประเทศ เพื่อจะรู้ว่างบประมาณทำมามันดีแค่ไหน เพราะอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีหน่วยงานนี้เป็นตัวกลางคอยคำนวณว่านโยบายรัฐจะสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ และเปิดเผยความจริงต่อประชาชน เพราะมีข้อมูลทั้งหมด

“ยกตัวอย่าง โครงการรับจำนำข้าว ถ้ามีองค์กรดังกล่าวโครงการนี้จะเกิดยากมาก เพราะถูกคำนวณว่าเมื่อทำต่อไป 3-5 ปีให้หลัง ต้นทุนเท่าไหร่หากไม่เลิก โดยจะคำนวณทุกอย่างทั้งงบประมาณปกติที่รัฐบาลตั้ง สำนักงบฯ สภาพัฒน์ แต่หน่วยงานนี้ไม่มีหน้าที่แก้ มีหน้าที่ให้ข้อมูลประกอบ ซึ่งมีประโยชน์ต่อ สส.-สว.ไม่ต้องวิเคราะห์หรือหาข้อมูลและดีเมื่อ สส. 2 พรรคมา ต่างก็ไม่เชื่อตัวเลขซึ่งกันและกัน คราวนี้จะมีตัวกลางบอกและเป็นอิสระแม้ตั้งอยู่ภายใต้รัฐสภา แต่ต้องมีงบประมาณไปเลี้ยงดูอย่างเพียงพอ”

ดร.กอบศักดิ์ ยอมรับว่า มีความตั้งใจทำอีกหลายเรื่องนอกจากประเด็นที่กล่าวมา เช่น ปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะแนวทางที่คิดไว้และก็กำลังทำต่อไป คือ จะเปลี่ยนกระบวนการจัดสรรที่ดินที่เมื่อสุดท้ายจะตกเป็นของนายทุน โดยจะหาแนวทางใหม่ที่ไม่ใช่การให้สิทธิเอกชน

ดร.กอบศักดิ์ ขยายความว่า ปกติจะมีสองอย่าง คือ ที่ดินรัฐบาลและเอกชน แต่ที่รัฐบาล เอกชน ชาวบ้าน และชุมชน มีสิทธิทำกินในพื้นที่ของรัฐ เช่น พื้นที่ทับซ้อนมีหลายพื้นที่ คนอยู่มาก่อนแล้วค่อยประกาศป่าภายหลัง แต่ความเป็นจริงอะไรที่ไม่มีโฉนดให้เป็นพื้นที่ป่าให้หมด แต่เมื่อมีคนไปอยู่ถูกฟ้อง ถูกจับหมด ดังนั้นอนาคตจะหาทางใหม่ ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนยื่นเรื่องเข้ามาจะหาวิธีคลี่คลายให้ คือ จ้างให้ประชาชนอยู่ แต่ไม่ใช่จ่ายเงิน แต่เป็นการให้โอกาสอยู่ทำกินแต่ต้องเฝ้าพื้นที่ป่าด้วย

นอกจากนี้ จะทำธนาคารที่ดิน เวลาชาวบ้านติดจำนอง สามารถมาขอจำนองกับธนาคารนี้ได้ เพราะความเป็นจริงชาวบ้านจะไปจำนองกับนายทุน ธ.ก.ส. สมมติทำนาเจอน้ำท่วมเป็นหนี้ เอาที่ดินไปจำนองกับใครก็ตาม ถ้าส่งไม่ไหว ธนาคารนี้จะไปชดใช้ให้ แต่ที่ดินจะตกเป็นของธนาคาร เพราะถ้าเป็นนายทุนอาจถูกไล่ที่หรือถูกยึด แต่ธนาคารนี้จะไม่ไล่ ให้ทำกินต่อไปจนกว่าพร้อมมาถ่ายโฉนด

ขณะเดียวกัน ธนาคารที่ดินก็หวังไว้ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นเงินที่ได้น้อยมาก แต่สามารถนำไปช่วยคนจน และเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน และประชาชนที่ต้องมาทำงานนอกพื้นที่ก็จะกลับถิ่นฐาน และหากประชาชนมีที่ดินและต้องการขาย ก็สามารถนำมาขายกับธนาคาร โดยจะของบประมาณปีละ 5,000 ล้านบาท เพื่อเอาที่ดินได้มาจัดสรรให้กับบุคคลที่ต้องการทำการเกษตร

เปลี่ยน "การกู้" สู่ "การออม"

อีกประเด็นที่ ดร.กอบศักดิ์ ให้ความสนใจไม่แพ้กัน คือ เรื่องกองทุนการออมชุมชน จะมีหน้าที่เหมือนเป็นธนาคารเล็กๆ เป็นกองทุนเพื่อการกู้ยืม ไปสู่กองทุนเพื่อการออม เริ่มจากการออมแล้วมาลงทุนอะไรต่างๆ ให้มันงอกเงย พอมันใหญ่ขึ้นมา เหมือนหนองน้ำที่มันใหญ่ ก็สามารถทำหลากหลายอย่างได้ สิ่งที่เราตั้งใจ คือ จะเปลี่ยนจากกองทุนเพื่อการกู้บางส่วน เป็นกองทุนเพื่อการออม ซึ่งมันจะโตได้ ตั้งใจว่าจะยกระดับขึ้นมา 3,500-7,000 แห่ง ก็คือ 1 ตำบล 1 แห่ง

อย่างไรก็ตาม โครงข่ายนี้ก็จะเชื่อมโยงแล้วมีแม่ข่าย เป็นตัวที่กระจายบริการการเงินถึงทุกๆ คนเพราะว่าถ้าเกิดมันห่างเกินไป เดินทางแล้วมันลำบาก แต่มันก็ไม่ควรจะเยอะมาก ตอนนี้มันมีแสน ก็มีกองทุนหมู่บ้าน 8 หมื่นกองทุน การออมอีก 3 หมื่นสหกรณ์ อีก 5,000 รวมกันแล้วประมาณ 1.2 แสน ซึ่งบริหารได้ยาก เพราะมีจำนวนที่มากไป

แต่ถ้าเกิดเอาสมาคมธนาคารไทยเป็นพี่เลี้ยง มีผู้จัดการสาขา 7,000 คนโดยประมาณ สามารถทำได้เลย และถ้าเกิดคิดดีๆ จะสามารถทำโครงข่ายการออมอันใหม่ขึ้นมา เหมือนเอสเอ็มอี แต่เมื่อไหร่ที่มันมีถึงระดับหนึ่ง พอถึงระดับนี้มันก็จะอยู่ในโครงข่ายที่มันเยอะแยะ แล้วที่บริหารจัดการก็คือทำโครงข่ายอันนี้อย่างเดียว และระบบการจัดการข้างล่างจะช่วยกันอีกทีหนึ่ง

ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อการคลังตั้งงบรายรับ

ปรับโฉมเกษตรแบบพันธสัญญา

การปฏิรูปภาคเกษตร ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ ซึ่ง ดร.กอบศักดิ์ ออกตัวว่า เป็นอีกเรื่องที่อยากทำ ให้เป็นเกษตรรูปแบบพันธสัญญา ให้มีสัญญาที่เป็นธรรม เพราะอยากจะเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตามด้วยการมีประกันภัยภาคเกษตร ซึ่งแนวคิดนี้คือ สุดท้ายแล้วเกษตรกรอยู่ด้วยตัวเองยาก เพราะขณะนี้บริษัทเกี่ยวกับการเกษตรรายใหญ่ก็ใช้เทคโนโลยีเข้าควบคุมการผลิตทั้งหมด แม้กระทั่งโรงงานต่างๆ ที่มีทุน สามารถคอนโทรลจากกรุงเทพฯ ได้หมดเลย และทางเดียวที่จะทำได้ต้องมีพี่เลี้ยง คือ เป็นพวกกับเขา

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า แต่การเป็นพวกกับเขาสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ สัญญาไม่เป็นธรรม ดังนั้นต้องทำให้เกิดกรอบความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันจะไปกันด้วยดี และกำลังคิดเรื่องนี้เพื่อออกกฎหมายเขียนลงในรัฐธรรมนูญ แต่ก็เตรียมการให้มีกฎหมายออกมาประกอบ

ดร.กอบศักดิ์ ย้ำเสียงเข้มว่า ส่วนสุดท้าย คือ เรื่องของการยกเครื่อง เพราะว่าไทยช้ากว่าคนอื่น มีหลายมาตราที่ดี อย่างเช่น เรื่องกฎหมาย แต่ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น อีกทั้งที่ผ่านมาแก้ยาก แล้วก็โครงสร้างบางอย่างมีปัญหา เช่น โครงสร้างที่ทำให้มีการผูกขาด เพราะเมื่อผูกขาดอาจจะดูดีสำหรับคนคนนั้น แต่ทั้งหมดมันไม่ดี ดังนั้นต้องแก้ของเดิมโดยใช้อันใหม่แทน

“ถ้าเกิดเรื่องปฏิรูปเหล่านี้เกิดขึ้น ถือว่าทำงานให้กับประเทศได้แล้ว เพราะแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงหมดเลย จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ผมคิดว่าในแบงก์ชาติมันทำได้จำกัดมาก แต่ตรงนี้เป็นงานที่ผมชอบมาก เพราะว่ามันทำได้ทุกอย่าง ปฏิรูปได้ทุกอย่าง แล้วมันไม่มีหมวกไม่มีอะไรเลย หมายความว่าเราตั้งใจมาทำ แล้วเราก็มีทีมงานทำเต็มที่เลย”

เสร็จแล้วอันสุดท้าย เรื่องของการยกเครื่อง มันเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งประเทศ คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเกิดจัดการรัฐวิสาหกิจได้ ทำกำไรทุกอันนะ รัฐบาลก็จะมีเงินไปช่วยเหลือคนจนเยอะขึ้นจากเดิม ลงทุนได้เยอะจากเดิม แต่เนื่องจากตอนนี้ต้องเอาเงินบางส่วนมาช่วยอุ้มรัฐวิสาหกิจ อาจจะไม่ใช่เงิน แต่ว่ามันเป็นภาระตลอดเวลา กองไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ มันเป็นที่ว่าจะต้องตอบโจทย์อะไรที่มันอยู่ข้างในแต่ว่ามันไม่ดี

ดร.กอบศักดิ์ ฉายภาพต่อว่า มีการคิดเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และกำลังมีแนวคิดที่จะจัดทำเป็นแผนระยะยาว ไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือออกไป ก็จะมีทิศทางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยุทธศาสตร์แห่งชาติก็จะรวมถึงแผนสภาพัฒน์ ซึ่งกำลังจะคุยว่าปรับแผนอย่างไร เพราะอย่างน้อยมันจะรับการวัดตัวของคนที่เข้ามาคอยผลักดัน Main Agenda ของประเทศ ซึ่งต้องได้รับการ Support อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เพราะว่านี่เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งในนั้นก็จะเขียนให้รัฐบาล Develop กลไกของพวก PPP มันก็จะเป็นอันใหม่ที่ทำให้รัฐบาลสามารถทำอันนี้ได้ แล้วก็อาจจะไปแก้ พ.ร.บ.งบประมาณให้มีข้ามปี เพราะปัจจุบันมีงบประมาณได้ไม่เกิน 5 ปี จึงกำลังคิดว่าทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานนั้นสามารถเดินได้

ดร.กอบศักดิ์ ยืนยันว่า ถ้าเกิดทำตรงนี้ได้จะเป็นเรื่องดี แต่ว่าพวกนี้ก็ต้องมีคนหนึ่งทำ แนวคิดที่จะแก้กฎหมายอะไรต่างๆ ได้บ้าง เพื่อให้รับกับตัวรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะมีเป้าหมายอุตสาหกรรม 3-4 อย่าง ที่จะเป็นเป้าหมายข้างหน้า ถ้าสามารถทำได้ก็อาจเป็นไปด้วยดี และการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมแล้วก็เป็นกระดุมเม็ดแรกแล้วก็วางคอนเซ็ปต์ต่างๆ ไว้

ในขณะเดียวกัน ก็หวังไว้ว่า พอทำรัฐธรรมนูญเสร็จ จะไปทำกฎหมายลูกประกอบ ซึ่งจะเป็นตัวเอาคอนเซ็ปต์นี้ไปใช้ ลักษณะเดียวกันตัวของกฎหมายลูก ก็จะมีกฎหมายประกอบส่วนหนึ่ง กฎหมายลูกส่วนหนึ่ง ซึ่งก็หวังว่ามันจะเป็นกฎหมายที่วางกรอบใหม่ให้กับประเทศไทย แล้วภายใต้กรอบนี้ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป

“เราเห็นประสบการณ์ ปี 2540 และ 2550 ก็เป็นกฎหมายเรื่องการเงินการคลังที่บอกว่าต้องออก แต่เขาไม่ยอมออก ทั้งๆ ที่เขียนไว้ ซึ่งถ้าเกิดอย่างนี้เราฟ้องได้เลย เพราะว่าคนไม่ออกทำขัดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นคนที่ไม่ยอมทำก็ฟ้องได้ เพราะว่ามันแล้วแต่ว่าท่านจะทำไม่ทำ ตอนนี้เราก็มีตรงนี้ส่วนหนึ่ง แล้วก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปอีกอันหนึ่งเพื่อมารับไม้ ที่จะทำก็คือ กฎหมายปฏิรูปแล้วหลังจากนั้นเราก็จะไปเขียนแผนแม่บทการปฏิรูปทิ้งไว้ เพื่อให้เห็นว่าความตั้งใจของเราที่ทำทุกอย่างเหล่านี้มีอะไรบ้าง เพื่อให้สภาขับเคลื่อนรับไว้แล้วก็ไปทำต่อได้เลย แต่ผมคิดนะครับว่า ถ้าเกิดทำได้ตามนี้ ด้านอื่นรวมๆเศรษฐกิจก็จะเป็นประมาณนี้ ถ้าเกิดทำได้อย่างนี้ ผมว่าเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลง และก็จะทำให้สมดุลขึ้นและก็วิ่งได้เร็วขึ้น”

ดร.กอบศักดิ์ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นนี่คือหัวใจของเรื่องที่พูดถึงต้องยกเครื่อง แต่คิดว่าระยะสั้นก็ต้องแก้ก่อน ถ้าวันนี้การที่เศรษฐกิจไปได้ไม่ดี มันทำให้การปฏิรูปเดินลำบากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าประชาชนจะมีอารมณ์ดีถ้ากระเป๋ามันตุงใช่มะ ถ้ากระเป๋าตุง อยากปฏิรูปอะไรก็ทำได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น พอกระเป๋ามันแฟบ ก็กังวลใจ ดังนั้นคิดว่าระยะสั้น ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร แล้วจะออกจากปัญหายังไง ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากค่าเงินที่มันแข็งเกินไป

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา