
แวดวงสงฆ์
การเปลี่ยนแปลงเจ้าคณะผู้ปกครองในจังหวัดภาคเหนือเริ่มแล้ว เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง)
เจ้าคณะปกครองเมืองเหนือ
การเปลี่ยนแปลงเจ้าคณะผู้ปกครองในจังหวัดภาคเหนือเริ่มแล้ว เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ประกาศลาออกจากเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แล้วตั้งให้พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 7 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือแทน ทำให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7 ว่างลง ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติเห็นชอบตั้ง พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์) อายุ 70 ปี พรรษา 49 วิทยฐานะ ป.ธ.7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา รองเจ้าคณะภาค 7 ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7 แทนทันที
ตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ที่มี 2 ตำแหน่ง จึงว่าง 1 ตำแหน่ง ตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ
ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่ พระเทพโกศล (สังวาลย์ ป.ธ. 6) เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา ครองอยู่ จะว่างลงเมื่อต้องเกษียณอายุเนื่องจากอายุครบ 80 ปี (เกิดวันที่ 11 เม.ย.) ซึ่งตามธรรมเนียมจะยกขึ้นเป็นที่ปรึกษา ส่วนพระเถระรูปใดจะได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ต้องรอลุ้นในรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ 2 รูป คือ พระเทพปริยัติ (สะอาด ขนฺติโกป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ และพระเทพมังคลาจารย์ (สมาน) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน จ.เชียงใหม่
ส่วนเจ้าคณะจังหวัดพะเยา พระเทพญาณเวที (เจ้าคุณศรีมูล) ที่เกษียณอายุ 80 ปี (เกิดวันที่ 4 เม.ย) และจะยกขึ้นเป็นที่ปรึกษา ไม่ต้องรอลุ้นว่ารูปใดจะขึ้นแทน เพราะมีอยู่ในสายตาพระเถระระดับบังคับบัญชา พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค 6 อยู่แล้ว คือ พระราชปริยัติ (สายัณห์) อายุ 45 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ วุฒิ ป.ธ.9 ตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา เป็นพระเถระนักบริหาร จบ ป.ธ.9 รูปแรกของ จ.พะเยา และยังเป็นรูปแรกที่ได้ ป.ธ.9 ขณะที่เป็นสามเณร เมื่ออุปสมบทจึงเป็นนาคหลวง ยิ่งกว่านั้นจะเป็นเจ้าคณะจังหวัดที่จบปริญญาเอกรูปแรกในภาค 7 โดยจะเข้ารับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณมหาวิยาลัย วันที่ 9 พ.ค. 2558
เตือนพระให้ระวังสตรีและสตางค์
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2558 หลังจากเสร็จพิธี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานมอบพระบัญชาแต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุวนีงศ์ เป็นแม่กองงานพระธรรมทูต พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ พระเทพกิตติเวที วัดเบญจมบพิตร เป็นประธานพระธรรมจาริก และตำแหน่งอื่นๆ อีก 36 ตำแหน่ง สมเด็จเจ้าประคุณ กล่าวสัมโมทนียกถาว่า การรับภาระพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้ทำได้ง่าย ต้องอาศัยความมีน้ำใจของพระมหาเถระทุกรูปที่จะช่วยกันจรรโลงรักษาสืบต่อพระพุทธศาสนา และขออนุโมทนาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่สนับสนุนงานคณะสงฆ์ ทั้งนี้การปกครองคณะสงฆ์จะต้องมีผู้รับสนองงานตามลำดับชั้น เพื่อให้งานคณะสงฆ์ดำเนินไปได้
เจ้าคณะปกครองและพระสังฆาธิการ จงประคองศีล รักษาสามัคคี จงระวังสตรีและสตางค์ ซึ่งคุณธรรมทั้ง 3 ประการนี้ จะเป็นเครื่องนำทางให้การทำงานสำเร็จลุล่วง ที่สำคัญคณะสงฆ์จะต้องมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามัคคีกัน เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบสุข ในการปกครองคณะสงฆ์และสังคม หากแตกความสามัคคีกันก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ขอฝากโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้ทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสริม เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่สังคมต่อไปด้วย
รับตราประทับภาค 7
พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์) ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค 7 (ปกครอง จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน) ได้เดินทางไปร่วมงานที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ วันที่สมเด็จพระมหารัชมังลาจารย์มอบบัญชาให้พระเถระที่ได้รับตำแหน่งใหม่ แต่ตัวพระพรหมเสนาบดียังไม่ได้รับบัญชาในตำแหน่งใหม่ แต่ได้รับตราประทับเจ้าคณะภาค 7 เท่ากับรับมอบงานมาจาก พระวิสุทธิวงศาจารย์ ที่เลื่อนไปเป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ มาเรียบร้อยในวันนั้น
เลขาฯ แม่กองบาลี
หลายท่านเห็นพระพรหมโมลี (สุชาติ) ที่เลื่อนจากเลขานุการ มาดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีรูปใหม่ แทนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่ลาออก ทำงานทั้งในตำแหน่งแม่กอง และเลขาฯ ที่ตนถนัดควบคู่กันไป เมื่อวันประกาศผลสอบบาลีที่ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา วันที่ 11 มี.ค. 2558 แต่หลังจากนี้ท่านจะทำงานในฐานะแม่กองบาลีเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติแต่งตั้ง พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง เรียบร้อยแล้ว
สถาบันโพธิคยา 980 เสวนาพระธรรมทูต
พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว จ.เชียงราย เจ้าคณะภาค 6 และที่ปรึกษาสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เป็นประธานประชุมเสวนาพระสงฆ์ จ.เชียงราย 30 รูป ที่ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึกแดนพุทธภูมิ (อินเดีย) โดยมี อภัย จันทนะจุลกะ ประธานสถาบัน สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการและกรรมการ ร่วมประชุม ซึ่งพระสงฆ์ที่ผ่านการฝึกอบรมจากอินเดียต่างนำประสบการณ์มาต่อยอดและเผยแผ่ให้ถึงชาวบ้าน ทำให้ที่ประชุมอนุโมทนา ในขณะที่พระธรรมราชานุวัตรเองก็เสนอตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ชื่อว่าโรงเรียนผู้ทรงคุณวุฒิ รับชายหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อให้เป็นที่พบปะผู้สูงวัย ส่วนหลักสูตรที่สอนจะเป็นเรื่องหลักธรรมะ ทำวัตรสวดมนต์ โดยจะมีการสอนทุกวันอาทิตย์
ส่วน อภัย จันทนะจุลกะ ถูกใจโครงการนี้เสนอตั้งชื่อว่าโรงเรียนอินทขีล เพราะคำนี้แปลว่าหลักเมือง (เหมาะกับนักเรียนสูงวัย)







