posttoday
หลวงพ่ออโหสิกรรมให้...

หลวงพ่ออโหสิกรรมให้...

05 เมษายน 2558

ก็รู้สึกว่าเป็นผู้ที่รู้บุญรู้บาป รู้จักสำนึกบุญบาป สิ่งใดที่ทำไปแล้ว แม้จะได้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

“ก็รู้สึกว่าเป็นผู้ที่รู้บุญรู้บาป รู้จักสำนึกบุญบาป สิ่งใดที่ทำไปแล้ว แม้จะได้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หลวงพ่อก็ขออโหสิกรรมให้ โดยไม่มีความติดใจหรืออาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด

ทุกคนสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ หลวงพ่อก็มีแต่เมตตา มีแต่ให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง สิ่งใดทำไปแล้ว ก็ขอให้เป็นสิ่งที่จบไป

ขอกุศลผลบุญอันนี้ ก็จงส่งให้ผู้ที่สำนึกผิดนี้ จงได้รับผลบุญอานิสงส์ ที่ได้สำนึกว่า ได้พลั้งเผลอกระทำไป แม้จะได้ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม ขอให้ท่านจงประสบความสุขความเจริญในอนาคตข้างหน้า โดยทั่วทุกทั่วหน้ากาลนานเทอญ”

ทั้งหมดนี้คือถ้อยคำที่หลวงปู่สุข กล่าวต่อมือปืนผู้สังหารพระหมอผู้เป็นลูกชายของท่าน

ทั้งหมดนี้มีความหมายว่า หลวงปู่สุขให้อภัยทานซึ่งเป็นทานที่มนุษย์ทำได้ยากที่สุด

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องทีฆาวุกุมารในพระไตรปิฎก

ความโดยสรุปมีว่า เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน นั้น มีภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะทุ่มเถียงกัน จึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นโอรสของเรา บุตรทั้งหลายไม่ควรทำลายโอวาทที่บิดาให้ไว้ บัณฑิตทั้งหลายแต่ก่อน แม้โจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของตนแล้วยึดครองราชสมบัติ ตกอยู่ในเงื้อมมือในป่า ก็ยังไม่ฆ่าด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องทีฆาวุกุมารมาสาธกว่า

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช แห่งนครพาราณสี เป็นกษัตริย์มั่งคั่ง มีพระราชอาณาจักรใหญ่ ยกทัพไปตีเมืองของพระทีฆีติ แห่งแคว้นโกศลซึ่งเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์น้อย พระราชอาณาจักรเล็ก มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์และคลังธัญญาหารไม่สู้จะบริบูรณ์

พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ทราบจากการข่าวแล้วประเมินว่า เราไม่สามารถจะต่อยุทธ์กับพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช แม้แต่เพียงศึกเดียว ท่านจึงพาพระมเหสีหนีภัยออกไปตั้งหลักที่นอกเมือง ส่วนพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชมาถึงแคว้นโกศลก็เข้ายึดทุกอย่าง

สามพ่อแม่ลูกหลบซ่อนอยู่กระทั่ง ทีฆาวุกุมารเจริญวัยและศึกษาศิลปะสำเร็จทุกสาขาแต่ความก็มาแตกเอาเมื่อช่างตัดผมของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชซึ่งแปรพักตร์เปลี่ยนสีไปอยู่กับพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เห็นนายเก่าทั้งคู่แล้วจำได้ จึงรีบมาเพ็ดทูล พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เพื่อเอาความชอบ

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า พระเจ้าทีฆีติโกศลราชและพระมเหสี

โดยไม่ต้องเปลืองแรงใช้หน่วยซีลอะไรที่ไหนก็จับราชันและมเหสีไร้บัลลังก์มาได้ทั้งคู่

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช สั่งให้เอาเชือกมัดมือพระเจ้าทีฆีติโกศลและพระมเหสีไพล่หลัง กล้อนพระเกศา แล้วนำแห่ตระเวนตีฆ้องกลองให้ไปตามถนน 

ก่อนทั้งสองพระองค์จะถูกหั่นพระวรกายท่อนไปใส่หลุมทั้ง 4 ทิศ นั้น  ทีฆาวุกุมารได้ตามหาพระบิดากับพระมารดามาถึงในเมือง พอพระเจ้าทีฆีติโกศลราชทอดพระเนตรเห็นทีฆาวุกุมารเสด็จมาแต่ไกล ก็ทรงตรัสขึ้นว่า

“พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร”

เจ้าพนักงานผู้คุมนักโทษก็มิรู้ว่า ท่านกล่าวอะไรกับใคร เลยนึกว่า คงจะเพียบหนักจนเพ้อ

พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ยังตรัสพระบรมราโชวาทนี้แก่ทีฆาวุกุมารเป็นครั้งที่สองและครั้งที่สามซ้ำเหมือนเดิมอีกว่า ...

“พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลยแต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร”

เพราะถ้อยคำเหล่านั้นทีฆาวุราชกุมารจึงสงบใจไว้ได้ ขณะที่พระเจ้าทีฆีติโกศลราชและพระมเหสี ถูกบั่นพระกายเป็น 4 ท่อน  ตามพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชสั่ง

เมื่อการประหารยุติลงทีฆาวุกุมาร ได้นำสุรามาเลี้ยงเจ้าหน้าที่อยู่ยามจนเมาหลับแล้วจึงยกพระบรมศพของพระชนกชนนีขึ้นสู่พระจิตกาธาร ถวายพระเพลิง ขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ซึ่งประทับอยู่ชั้นบนแห่งปราสาทอันได้ทอดพระเนตรเห็นทีฆาวุกุมาร ประนมพระหัตถ์ทำประทักษิณพระจิตกาธาร 3 รอบ จึงแน่พระทัยว่า คนผู้นั้นคงเป็นญาติหรือสายโลหิตของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชแน่นอน 

ทีฆาวุกุมารหลบร่ำไห้ในป่าจนหนำใจแล้วกลับเข้าไปในเมืองอีกหน เมื่อไปถึงโรงช้างใกล้พระบรมมหาราชวัง แล้วได้ตรัสขอให้นายหัตถาจารย์สอนศิลปะให้

ทีฆาวุกุมารศึกษาจนชำนาญจนวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาขับร้องและดีดพิณอยู่ที่โรงช้าง

แล้วพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้ยินเสียงอันไพเราะแล้วจึงให้หาตัวมาเฝ้าแล้วโปรดให้รับใช้อยู่ใกล้ชิด

วันหนึ่งได้สั่งให้ ทีฆาวุกุมารจัดรถพาออกล่าสัตว์ ทีฆาวุกุมารขับราชรถไปนอกเส้นทาง จนเจ้านายเหนื่อยเลยบอกให้หยุดรถเพื่อนอนพักเอาแรง ว่าแล้วก็พากันหยุดพักโดยพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชทรงพระบรรทมโดยทอดพระเศียรอยู่บนตักของทีฆาวุกุมาร แล้วผล็อยหลับไป

ทีฆาวุกุมารชักพระแสงขรรค์ออกจากฝัก แต่ก็ระลึกถึงคำของพระราชบิดาขึ้นมาได้ว่า “พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร”

ทีฆาวุกุมาร ยกพระขรรค์ขึ้นถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยั้งใจได้ทุกหนเพราะบอกตนเองว่า การที่เราจะละเมิดพระดำรัสสั่งของพระชนกนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย 

แล้วจู่ๆ พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ก็ทรงสะดุ้งตื่นขึ้นแล้วรำพึงว่า ฉันฝันว่าทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชฟาดฟันฉันด้วยพระแสงขรรค์ ณ ที่นี้ ทีฆาวุกุมารจึงจับพระเศียรไว้ด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่งแล้วอีกข้างก็ชักพระแสงขรรค์ออกมาพร้อมกล่าวว่า ข้าคือโอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชคนนั้น

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชซบพระเศียรลงแทบเท้าของทีฆาวุกุมาร แล้วเอ่ยปากขอให้ทีฆาวุไว้ชีวิตให้ข้างทีฆาวุกุมารก็เอ่ยว่า พระองค์ต่างหากควรพระราชทานชีวิตแก่พระพุทธเจ้าพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชจึงว่า “ถ้าเช่นนั้นพ่อจงให้ชีวิตแก่ฉัน และฉันก็ให้ชีวิตแก่พ่อ...”

เมื่อต่างได้ให้ชีวิตแก่กันและให้คำมั่นกันว่า จะไม่ทำร้ายแล้วจึงพากันเดินทางกลับเข้าพระนคร

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชเล่าความให้บรรดาเสนาอำมาตย์ฟังแล้ว ถามทีฆาวุกุมารว่า พ่อทีฆาวุ พระชนกของเธอได้ตรัสคำใดไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า ที่พระชนกของเธอตรัสว่า “อย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับได้ เพราะไม่จองเวร ดังนี้ พระชนกของเธอได้ตรัสคำนั้น หมายความว่าอย่างไร?”

ทีฆาวุกุมารกราบทูลว่า หมายความว่า เจ้าอย่าได้จองเวรให้ยืดเยื้อ จึงว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว

ส่วนที่ว่า เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น นั้นหมายความว่า อย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วนัก 

อันความว่า เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร นั้นหมายความว่า พระชนกชนนีของข้าพระพุทธเจ้า ถูกพระองค์ปลงพระชนม์ชีพแล้ว ถ้าข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปลงพระชนม์ชีพของพระองค์เสียบ้าง คนเหล่าใดใคร่ความเจริญแก่พระองค์ คนเหล่านั้นจะพึงปลงชีวิตข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่าใดใคร่ความเจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่านั้นจะพึงปลงชีวิตคนเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เวรนั้นไม่พึงระงับเพราะเวร 

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชจึงตรัสขึ้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นัก จากนั้นได้คืนราชสมบัติ พร้อมพระราชทานพระราชธิดาให้ทีฆาวุกุมารด้วย

พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าเรื่องนี้แล้วจึงว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขันติ โสรัจจะ เห็นปานนี้ ได้มีแล้วแก่พระราชาเหล่านั้น ผู้ถืออาชญา ผู้ถือศัสตราวุธ ก็การที่พวกเธอบวชในธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ จะพึงอดทนและสงบเสงี่ยมนั้น ก็จะพึงงามในธรรมวินัยนี้แน่...”

อภัยทาน คือการยกโทษให้

เป็นทานที่ทำได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เคยตรัสไว้ว่า “อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ”

หลวงปู่สุขมิเพียงยังจิตใจตัวเองให้ผ่องใส แต่ได้ทำให้สังคมของเราได้เรียนรู้เรื่องการอภัย ซึ่งเป็นทานที่ทำได้ยากยิ่งอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้