
กก.ปฏิรูปฯชงรัฐแก้กฎหมายมั่นคงป้องกันสื่อถูกแทรกแซง
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอ "นายกฯ-ประธาน สนช.-ประธาน สปช." แก้ "กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.มั่นคง" เหตุกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานสื่อมวลชน
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอ "นายกฯ-ประธาน สนช.-ประธาน สปช." แก้ "กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.มั่นคง" เหตุกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานสื่อมวลชน
นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะการเแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญ ต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามที่คณะกรรมการได้สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสม โดยคณะกรรมการฯมีความเห็นสรุปว่า สื่อมีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือสำหรับผู้รับสาร สื่อจึงควรมีเสรีภาพ เป็นการสื่อสารที่มุ่งไปยังสาธารณชน การกระทำของสื่อส่งผลต่อสังคมในวงกว้าง เสรีภาพจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง ปราศจากการครอบงำของผู้มีอำนาจ เพราะสื่อเป็นกระบอกเสียงของประชาชนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่อสาธารณะหรือรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
คณะกรรมการฯมีความเห็นว่า การทำหน้าที่ดังกล่าวรัฐต้องไม่ดำเนินการคุกคามสิทธิและเสรีภาพในการแสวงหาข่าวสารและการนำเสนอ และสื่อมวลชนต้องปฏิบัติหน้าที่โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง ถูกต้อง และเป็นธรรม รับผิดชอบต่อสังคมและยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก แต่ข้อเท็จจริงปราฏว่าทุกยุคสมัยผู้ปกครองได้กระทำการเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองไว้ โดยเข้าแทรกแซงหรือเข้าครอบงำการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพื่อให้เสนอข่าวในเชิงสนับสนุนการกระทำของกลุ่มตน แม้จะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อประชาชนก็ตาม
คณะกรรมการฯที่มีนายคณิตเป็นประธานระบุว่า จากการศีกษาพบว่าการแทรกแซงมีหลายวิธี เช่น ผูกมิตรไมตรีเพื่อให้เกิดความอ่อนแรงลงด้วยการจัดสังสรรค์กึ่งประชุมสื่อมวนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการสร้างรความเข้าใจต่อสาธารณชน พร้อมนำเสนอประเด็นใดว่าควรเป็นประเด็นหลักประเด็นรอง หรือบางครั้งอาจไม่มีการนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วน เป็นการแทรกแซงในเชิงขอความร่วมมือ การเอื้ออำนวยประโยชน์ให้สื่อมวลชนหรือการให้ซองขาวหรือประโยชน์ทางอ้อม เช่น สปอนเซอร์ในการผลิตรายการ เป็นเทคนิคการ "กลบ-ปิดบัง" ข่าวที่ดีไม่ออกไป โดยการแทรกแซงลักษณะนี้เกิดกับตัวบุคคล
หนังสือของนายคณิตระบุว่า ที่ผ่านมามีการแทรกแซงโดยการใช้อำนาจรัฐเข้าไปหยุด ระงับ ถอดถอนรายการทั้งในช่วงออกอากาศและหลัง เมื่อมีกรณีพาดพิงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ พฤติการณ์และพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นสมัยใด เพียงแต่มีความแตกต่างกันในระดับความรุนแรง ถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพกฎกติกาของหลักการประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องเอาผิดสื่อ เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว บังคับให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข่าว ซึ่งกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่ออย่างมาก และช่วงวิกฤตทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา พบว่ามีพฤติกรรมที่สื่อมวลชนไม่ได้พฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ กลุ่มบุคคลชี้ช่องทางการสื่อสารเป็นเครื่องมือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งตรงและซ่อนเร้น ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักวิชาชีพสื่อมวลชนในภาพรวม
"การทำหน้าที่ของสื่อถูกครหาว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์และผู้มีอำนาจ สังคมเกิดความเคลือบแคลงในเรื่องความน่าเชื่อถือ และกระทบต่อสิทธิการรับรู้ของประชาชน" นายคณิตระบุในหนังสือที่ถึงนายกฯ ประธาน สนช.และประธาน สปช. และว่า ในยุคดิจิทัลได้เกิดสังคมสื่อสารออนไลน์ คนสามารถเป็นทั้งผู้ชม ผู้อ่าน ผู้ฟัง และผู้แสดงความคิดเห็นหรือส่งต่อได้ ทำให้บริบทบาทการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีมาตรการควบคุมตรวจสอบอย่างเหมาะสม
นายคณิตระบุในหนังสือต่อว่า เสรีภาพของสื่อมีพัฒนาการเชื่อมโยงกับการพัฒนาการของหลักประชาธิปไตย เป็นสถาบันสื่อมีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย ในเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา มีการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับทุนที่ไม่ทำให้สื่อสูญเสียความเป็นสถาบันสำคัญในระบอบประชาธิปไตย และมีการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจสื่อและคำนึงถึงผู้ประกอบอาชีพธุรกิจสื่อ
ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าทั้งสามประเทศที่มีความก้าวหน้าดังกล่าว ไม่มีประเทศใดที่องค์สื่อวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐมีบาทหลักสำคัญในภารกิจสื่อ โดยสื่อของรัฐจะตอบสนองความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า การปล่อยให้รัฐเข้ามาสนับสนุนสื่อโดยตรงจะทำให้รัฐเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของสื่อได้ สังคมจึงต้องเข้ามารับผิดชอบสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่มีต้นทุนสูงร่วมกัน
นายคณิตระบุว่า คณะกรรมการฯเห็นควรให้คงหลักการหลักเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องอยู่ภายใต้การขัดขวางแทรกแซง จัดให้มีกฎหมายรองรับองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่ประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้างเอกชนซึ่งประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชนและส่งจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ และขอให้คงหลักการจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณ ควรกำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรเดียวเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ เห็นควรให้รัฐแก้กฎหมายที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน 2551 ให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐกรณีมีการแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดกลไกป้องกันการแทรกแซงและคุกคามสื่อ







