
กล้าลดพลังงาน
นโยบายบริหารพลังงานให้เกิดการใช้อย่างประหยัด เต็มประสิทธิภาพ นับเป็นหลักการที่ดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของการใช้ในประเทศ แต่การบิดเบือนเพื่อให้เกิดการประหยัดอย่างมากไป นานไป บางครั้งประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็อาจไม่คุ้มกับผลเสีย
นโยบายบริหารพลังงานให้เกิดการใช้อย่างประหยัด เต็มประสิทธิภาพ นับเป็นหลักการที่ดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของการใช้ในประเทศ แต่การบิดเบือนเพื่อให้เกิดการประหยัดอย่างมากไป นานไป บางครั้งประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็อาจไม่คุ้มกับผลเสีย
ดังจะเห็นได้จากการบริหารจัดการพลังงานล่าสุดของกระทรวงพลังงาน หลังใช้หนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าหมื่นล้านบาทหมด และสามารถเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จนมียอดสะสมรวมเกือบ 4 หมื่นล้านบาท อีกทั้งมีการทยอยลอยตัวราคาพลังงานประเภทต่างๆ ทั้งน้ำมันและก๊าซให้เกือบสะท้อนราคาตลาดโลกได้ทุกพลังงานแล้ว
เมื่อปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และสะสมเงินกองทุนน้ำมันฯ ได้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท เป็นจำนวนที่มากพอเป็นเครื่องมือบริหารราคาพลังงานให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วถึงขั้นเศรษฐกิจช็อก หากราคาน้ำมันโลกสวิงราคาขึ้นแรงๆ ได้แล้ว
ก็น่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลจะผ่อนคลาย ยอมปรับราคาน้ำมันลงตามน้ำมันโลกได้มากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมคาใจว่าราคาน้ำมันโลกลดมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือจากบาร์เรลละกว่า 100 เหรียญสหรัฐ ลงเหลือน้อยกว่า 50 เหรียญสหรัฐ แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศกลับไม่ลดลงมากกว่า 50% ตามน้ำมันโลก
รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวานนี้ ที่ประชุมมีมติลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทุกชนิดลง โดยเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล ลดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลงลิตรละ 1 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 ลงลิตรละ 50 สตางค์ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงลิตรละ 0.50-1.50 บาท
ขณะที่ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ลดราคาขายปลีกลงแค่กิโลกรัมละ 20 สตางค์ เหลือ กก.ละ 23.96 บาท น้อยกว่าราคาแอลพีจีตลาดโลกลด ซึ่งเดือน เม.ย.อยู่ที่ 464 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปรับลง 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นลดลงประมาณ 37 สต./กก. เหลือ 16.21 บาท/กก. แต่ราคาขายปลีกแอลพีจีลดแค่ กก.ละ 20 สต. ส่วนอีก 19 สต. นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ โดยบัญชีแอลพีจีมีเงินในกองทุนน้ำมันฯ กว่า 5,700 ล้านบาท และเป็นบัญชีน้ำมันกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น เมื่อกองทุนน้ำมันฯ ไม่มีภาระต้องแบกราคาก๊าซ และน้ำมันโลกก็ยังอยู่ในช่วงขาลง จึงอยากให้รัฐบาลผ่อนคลายลดราคาพลังงานให้ตามจริง เพื่อเป็นอีกทางในการช่วยสร้างบรรยากาศให้เศรษฐกิจประเทศคึกคักขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงไปตรวจสอบ เพื่อให้การลดราคาพลังงานช่วยทำให้ค่าโดยสารหรือสินค้าที่มีพลังงานเป็นต้นทุนหลักต้องลดราคาตาม จะได้มีข่าวดีท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบบ้าง







