
"วิษณุ" แจงคำสั่งคสช.ตามม.44มุ่งใช้อำนาจ2ส่วน
วิษณุแถลงคำสั่งคสช.ตามมาตรา44 มุ่งใช้อำนาจแก้ปัญหาศก.การปกครอง-ดูแลความมั่นคงหลังหน่วยข่าวแจ้งยังมี5กลุ่มเคลื่อนไหว
วิษณุแถลงคำสั่งคสช.ตามมาตรา44 มุ่งใช้อำนาจแก้ปัญหาศก.การปกครอง-ดูแลความมั่นคงหลังหน่วยข่าวแจ้งยังมี5กลุ่มเคลื่อนไหว
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวและให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ที่ 3/2558 ใช้อำนาจตามบทบัญญัติ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ว่า เป็นการใช้อำนาจพิเศษใน 2 ส่วน คือ การออกคำสั่งใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อการแก้ไขปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ และการปกครอง และการแก้ปัญหาที่ระบบปกติไม่สามารถดำเนินการได้ อาทิ กรณีปัญหาการบินระหว่างประเทศ การเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และการเดินหน้าปฎิรูป โดยคำสั่งดังกล่าวออกโดยหัวหน้า คสช.เท่านั้น
ส่วนที่ 2 จะใช้อำนาจพิเศษออกคำสั่งด้านความมั่นคง ระงับ ยับยั้ง ความรุนแรงต่อประเทศ เนื่องจากรายงานจากหน่วยข่าวกรอง ระบุว่า ยังมี 5 กลุ่ม ที่เคลื่อนไหวอยู่ คือ กลุ่มอำนาจเก่าที่สูญเสียอำนาจ, กลุ่มทุนทางเศรษฐกิจที่ไดเรับผลกระทบจากการจัดระเบียบ สังคมของรัฐบาลชุดนี้, กลุ่มการเมืองที่ต้องการก่อเหตุหวังผล จากระยะเวลาที่ใกล้การร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จแล้วจะมีการเลือกตั้งจึงฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์, การสร้างสถานการณ์ เนื่องจากไม่พอใจรัฐบาล และ กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองแอบแฝง เรียกร้องความเป็นธรรม
"เมื่อมีการพิจารณาข้อมูลข่าวกรองแล้ว เห็นว่า จะต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ที่สำคัญคำสั่งดังกล่าวสามารถมีอำนาจนำกฎหมายอื่นๆมาใช้ เพื่อเยียวยา และผลกระทบความรุนแรงได้ จึงเป็นที่มาของการประกาศใช้"นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ ได้ชี้แจงถึงความแตกต่างระหว่างการใช้กฎอัยการศึก และคำสั่งคสช.ตามมาตรา 44 ว่า มีความแตกต่าง 4 ประการ คือ 1.รัฐบาลต้องการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก เพื่อให้ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาประชาคมโลกดีขึ้น และส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว
2.อำนาจของศาลทหารยังคงอยู่แต่ปรับระบบ จากเดิมภายใต้กฎอัยการศึกใช้ระบบศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์ และฎีกา ส่วนคำสั่งใหม่ ศาลทหารจะมี 3 ขั้น คือ ศาลทหารชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ดังนั้นคดีเก่าที่ค้างอยู่และคดีใหม่ จากนี้ไปจะขึ้นศาลทหาร 3 ชั้น โดยกระบวนการพิจารณาคดีให้ความเป็นธรรม สำหรับคดีที่จะขึ้นศาลทหารประกอบด้วย 4 ฐานความผิดคือ ความผิดตามมาตรา 112, ความผิดคดีด้านความมั่นคง, ความผิดครอบครองอาวุธ สงคราม และ ความผิดฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. โดยเฉพาะการชุมนุมต้องได้รับอนุญาตจาก หัวหน้า คสช. และผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น
3.การให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ ตรวจ ค้น ยึด รื้อ ทำลาย ประกาศเคอร์ฟิว ควบคุมสื่อ เป็นไปตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
4.เจ้าหน้าที่ปฎิบัติเป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป ตามที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้ง โดยเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย และร้องขอตำรวจทำงานร่วมได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากประชาชนเดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรมฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เรียกค่าเสียหายได้
นายวิษณุ กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่เลือกใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ไม่มีมาตรการพิเศษใดๆ สำหรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องให้เกิดเหตุฉุกเฉินก่อน จึงประกาศใช้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติงานได้
ส่วนคำสั่ง มาตรา 44 ในข้อที่ 5 ในการควบคุมสื่อ นายวิษณุ เชื่อว่า นายกฯจะไม่นำมาตรการนี้ มาใช้กับสื่ออย่างจริงจัง แต่เชื่อว่าในทางปฎิบัติ จะใช้วิธีการเชิญทำความเข้าใจ โดยไม่ถึงขั้นขู่ หรือ คุกคามสื่อแต่อย่างใด
ขณะที่ข้อดีของการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก คือการ ลดความหวาดระแวงขององค์กรนานาชาติ และทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนสามารถได้รับการอนุมัติ จากการทำประกันภัย ในภาวะปกติ ที่ไม่ใช่ภาวะกฎอัยการศึก
อย่างไรก็ตาม การใช้คำสั่งนี้ฝ่ายความมั่นคงจะมีการติดตามประเมินสถานการณ์ โดยตลอด หากเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นก็สามารถปรับมาใช้กฎหมายที่เหมาะสถานการณ์ ขณะเดียวกันหากสถานการณ์แรงขึ้นก็สามารถกลับไปประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ และในวันที่ 3 เม.ย. จะมีการชี้แจง สื่อต่างประเทศอีกครั้ง ในเวลา 09.00 น.ที่ตึกนารีสโมสร







